2012/Mar/20

 (ไม่รู้จะมีคนหลงเข้ามาอ่านป่าว ไม่ได้อัพเสียนาน แต่อยากจะบอกว่าตอนนี้ข้อยย้ายไปอัพอะไรๆ ส่วนมากที่ FB นะเคอะ ท่านใดอยากแวะเข้ามาคุยกันก็เสิร์ชหาชื่อ Punsaa Lam Add friend เข้ามาได้เน้อ บอกกันนิดนึงว่ามาจากแถวนี้ แหะๆ )
------------------------------
ไหนๆ ก็ไหนๆ...

เมื่อองค์เอดะจิม่ามาเข้าฝัน ฉันจึงถือว่านี่คือสารจากสวรรค์บอกให้เจ้าจงเล่าเรื่องของโรงเรียนลูกผู้ชายเถิด

ความจริงแล้ว พวกเขาถือเป็นเหล่าบุรุษที่มีความเกี่ยวพันกับชีวิตของฉันอย่างลึกซึ้ง... *เหม่อมองไปไกลๆ*

สมัยเด็ก เด็กหญิงพันธ์ซ่าเป็นเด็กที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ (ดูจากวีรกรรมที่ผ่านมาก็คงพอเดาได้) เธอสอบตกการสอบเข้าป.1 อดเป็นนักเรียนของโรงเรียนสาธิตฯ ชีวิตจึงต้องระเห็จไปไกลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือกระเด็นไปไกลถึงโรงเรียนพญาไท ทั้งที่บ้านอยู่แค่บางกะปิ ด้วยเหตุว่าโรงเรียนนั้นใกล้ที่ทำงานของบิดา

และด้วยเหตุที่ว่าบิดาเป็นมนุษย์บ้างานประเภทชอบไปเปิดปิดออฟฟิสแข่งกับ ภารโรง เด็กหญิงพันธ์ซ่าจึงถูกหอบหิ้วขึ้นรถตั้งตะตีห้าค่อน นั่งอมข้าวไปในรถแล้วไปนั่งหลับที่โรงเรียนต่อตอนหกโมงฝ่าๆ กว่าพ่อจะมารับก็เย็นย่ำค่ำมืด เรียกได้ว่าเป็นเด็กเมืองกรุงสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ดี จุดเปลี่ยนก็มาเยือนชีวิตอันเหมือนนกน้อยในกรงทอง (?) เช่นนั้น...

ด้วยการที่การ์ตูนเรื่อง "โรงเรียนลูกผู้ชาย" เข้ามาฉายทางช่อง 9 ทุกวันอังคาร เวลาหกโมงเย็น !

สำหรับบุคคลที่อยู่ในวัย 2 ปลายๆ หรือ 3 ต้นๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักการ์ตูนเรื่อง "โรงเรียนลูกผู้ชาย" หรือ "ขุนพลประจัญบาน" ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ชื่อดังในสมัยนั้น อย่าง The Talent ของมิตรไมตรี หรือ The Zero ของ VBK (สำหรับผู้ที่นึกภาพไม่ออกกรุณานึกภาพ Boom และ C-Kids ฉบับไร้ลิขสิทธิ์)

เนื้อหาไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเรื่องของเหล่าลูกผู้ชายอกสามศอกที่เดินหน้าต่อสู้กับศัตรูไปเรื่อยๆ สู้เสร็จศัตรูก็จะเข้ามาเป็นพวกเพิ่มแบบมัลติพลายประหนึ่งการแบ่งตัวของอมี บา (4 -> 8 -> 16...) โดยมีผอ.ยอดมนุษย์เอดะจิมะ เฮฮาจิเป็นแกนนำ

...เด็กหญิงพันธ์ซ่าอยากดูเรื่องนี้มาก...

หากแต่ปัญหามีอยู่ว่าบิดามารับช้าบ้างเร็วบ้าง บางวันก็ทันดู บางวันก็ไม่ทันเลย สร้างความปริวิตกให้เด็กหญิงตัวน้อยๆ เป็นอันมาก โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ตัวละครโปรดจะมีบท ( ณ เวลานั้นคือคุณประธาน ซึรุกิ โมโมทาโร่ รสนิยมของอิชั้นไม่ได้วิปริตผิดเพี้ยนไปตั้งแต่สมัยเด็ก )

ในวันนั้นก็เช่นกัน เธอรอคอยบิดาด้วยจิตใจที่กระสับกระส่ายมาตั้งแต่เย็น จนใกล้ห้าโมง เด็กหญิงป.5 ที่ยืนเกาะรั้วโรงเรียนมองรถเมล์อยู่ก็ตัดสินใจขาด

'ไม่รอล่ะโว้ย'

ว่าแล้วเธอก็ฉวยกระเป๋า วิ่งต๊อกๆ กระโดดขึ้นรถเมล์สาย 92 มุ่งหน้ากลับบ้านไปฉับพลัน โดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับใครทั้งสิ้น (เพื่อนน้อยแต่เด็ก) ทั้งที่เด็กหญิงไม่เคยกลับบ้านด้วยตัวเองมาก่อนเลย...

แต่เธอก็ทำได้ ด้วยจิตวิญญาณแห่งโรงเรียนลูกผู้ชาย !

ผลที่ได้คือพ่อมารับแล้ววิ่งพล่านทั่วโรงเรียนเพราะหาลูกไม่เจอ สุดท้ายจึงได้แต่ซื้อพวงมาลัยไปบนบานกับศาลพระภูมิที่โรงเรียน ขอให้ลูกปลอดภัย ในขณะที่อีเด็กเปรตดังกล่าวไปสำราญบานใจอยู่หน้าทีวีแล้ว ชะเอิงเอย...

หากแต่เมื่อบิดากลับถึงบ้านแล้วรู้ว่าลูกสาวถึงขั้นเผ่นกลับมาจากโรงเรียน โดยไม่บอกใครเพราะอยากดูการ์ตูน จึงได้ออกประกาศิตอย่างเหี้ยมโหด

"งั้นต่อไปกลับบ้านเองก็แล้วกัน"

วันเวลาแห่งความเป็นลูกคุณหนูนั่งรถเก๋งจึงได้ปิดฉากลงแต่เพียงเท่านี้ เริ่มเข้าสู่ตำนานบทใหม่แห่งการต่อสู้บนรถเมล์สาย 92 อันเป็นรถสายในตำนานที่วิ่งผ่านโรงเรียนเจ๋งๆ ในสมัยนั้น อาทิเช่น

สันติราฎร์ --> อำนวยศิลป์ --> เซนต์จอห์น --> ช่างอุตฯ

วันดีคืนดีก็จะมีขวดหรือหินลอยขึ้นมา เป็นรถเมลที่มีไว้เพื่อฝึกฝนการเอาตัวรอดอย่างแท้จริง !

ไว้จะเล่าต่อในโอกาสหน้าเมื่อองค์เอดะจิม่ามาเข้าฝันใหม่

2011/Jul/04

โรค Nostalgia จะกำเริบ หันมาหาการ์ตูนเก่าอ่านอย่างเอาเป็นเอาตาย เวลาอ่านก็รู้สึกเสี่ยงภัยอย่างบอกไม่ถูก

ค่าที่กระดาษมันเก่าคร่ำจนเป็นเหลืองๆ แทบเปื่อยคามือ แถมฝุ่นจับตรึม เวลาอ่านแล้วรู้สึกสูดฝุ่นผงละอองไอเข้าปอดดีแท้

ตอน นี้กำลังติดโรงเรียนลูกผู้ชาย ! (魁!男塾) ที่มีแปลไทยออกมาหลายชื่อมาก โรงเรียนลูกผู้ชายบ้าง, นร.นายร้อยเดนตายบ้าง, ขุนพลประจัญบานบ้าง จะชื่ออะไรก็ให้รู้ว่าเรื่องเดียวกันแหละ

 

มันเป็นการ์ตูนที่ยอดเยี่ยมมาก...

ที่ทำให้เด็กประถมในยุคนั้นเชื่อกันโดยถ้วนหน้าว่ากอล์ฟเป็นกีฬาที่มีต้นกำเนิดมาจากจีน...

ฟุตบอลมีต้นกำเนิดมาจากประเทศกรีซ...

เฮลิคอปเตอร์มีต้นกำเนิดจากการฝึกวิทยายุทธ์จีน

คำว่า "แบทแมน" มีต้นกำเนิดจากภาษาจีนว่า "บาโตะมัน"

 

เมิงหลอกกรูนี่หว่า ~~~~~~~! (มาตาสว่างเอาเมื่ออันสุดท้าย)

 

เออ อย่าว่างั้นงี้เลย เด็กสมัยก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ทและอากู๋ให้ใช้ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลมันจำกัดมาก

พอถูกอินพุทด้วยแหล่งข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือ (มันมีอ้างอิงจากสนพ.มินเมย์โฉะโบด้วยนะเว้ย !) ก็จำฝังใจทันที

จนมาถึงอันสุดท้ายนี่แหละ ต่อให้กรูหลอกง่ายเพียงใดก็ไม่คิดว่าแบทแมนจะมาจากภาษาจีนแน่ๆ แกหลอกชั้น

ฮือๆ แกหลอกชั้น...

 

อย่างไรก็ดี การ์ตูนเรื่องนี้มีค่าควรแก่การพูดถึงอย่างแรง เพราะมันสนุก แม้อ่านไปแล้วจะกระอักไอผู้ชายคลุ้ง

แบบ ว่าทั้งเรื่องมีแต่ชายกล้ามและชายกล้าม แม้แต่ตัวละครหญิงที่โผล่ออกมาอย่างอัตคัตก็ยังกล้าม หรือแม้แต่สัตว์ อย่างลิง ช้าง เสือ งู ก็ยังอุตส่าห์กล้ามด้วยเช่นกัน จนสงสัยว่าทั้งเรื่องนี่มันกรอกโปรตีนอัพกล้ามกันแทนกินข้าวหรือเปล่าวะ สู้กันเป็นวันๆ คืนๆ ไม่เคยเห็นมีฉากหุงข้าวต้มแกง

 

แถมยังมีข้อน่ากังขาอย่างมาก ว่าไอ้โรงเรียนนี้มันมีระบบการเลื่อนขั้นยังไง (วะ) ตอนจบภาคเท็นโจโกริง

มี ปีหนึ่งเข้ามาใหม่ พวกโมโมะได้ขึ้นเป็นนักเรียนใหม่ปีสอง แล้วไอ้พวกเด็กปีสองปัจจุบันมันหายหัวไปไหนกันหว่า ก็ปีสามมันยังค้ำหัวกันอยู่หยกๆ... ถ้าเฮียอาคาชิไม่ตายไปซะก่อนก็อยากไปถามแกจัง เฮียคะ เฮียโดนแย่งตำแหน่งประธานปีสองแล้วนะคะ ปล่อยไว้แบบนี้จะดีหรือคะเฮีย (/me โดนเฮียตบกลิ้งกลับมา)

 

อย่างไรก็ดี คนเขียนเก่งมาก ไม่นับเรื่องการหาวิทยายุทธ์แปลกๆ มาใส่อย่างหมดเปลือง (ใช้หายๆ) แต่เก่งในเรื่องการแจกบทตัวละครมากด้วย เพราะแต่ะละตัวที่โผล่ก็แบบว่า.. อิมแพคต์แรงกันทั้งนั้น จนอีตาพระเอกโมโมทาโร่จืดไปเลยเพราะไม่ค่อยมีอะไรเด่น วิชาท่าไม้ตายของเฮียแกก็เยอะเกินจนไม่เป็นตัวของตัวเอง (ขนาดวิชาที่ทั้งโลกรู้กันอยู่สามคนคือ ข้า อาจารย์ข้า และอีกคนในข่าวก็ดันเป็นเฮียแกเอง...ไม่สิ คิดดูดีๆ แล้วถ้าอาจารย์ที่สั่งสอนวิชายังไม่รู้จัก แล้วโมโมะมันไปร่ำเรียนมาจากใครวะ... /me กุมขมับ)

 

อย่างไรก็ ดี คนเขียนก็สามารถแจกบทให้ตัวละครที่โคตรเก่งมหาเก่งเหล่านี้ได้ออกโรงอย่าง ทั่วถึงกัน จนมีแฟนๆ ชื่นชอบกันถ้วนหน้า แม้ตัวละครจะเยอะจนคนเขียนจะลืมๆ ไปบ้างว่าแจกบทตายให้ใครบ้างก็ไม่ต้องซีเรียส

เพราะการแพทย์สี่พันปี สามารถรักษาได้ทุกอย่าง จะโดนฟันขาดสองท่อนก็ฟื้นได้ ตกบ่อกรดก็รักษาได้ ตายแบบกระจุยไปเป็นผุยผงก็สามารถโคลนกลับมาได้อีกเช่นกัน การแพทย์แผนจีนจงเจริญ โอ้วเย้ !

 

ทั้งนี้และทั้งนั้น ข้อยมีตัวละครที่ชื่นชอบมากอยากพูดถึง ถ้าไม่พูดถึงอาจอกแตกตายได้ ดังต่อไปนี้ (นี่มันเอนทรี่ระบายความเก็บกดชัดๆ)

 

- ไดโกอิง จากิ ประธานปีสาม

ทั่น ประธานใหญ่สุดเฟี้ยวที่โผล่มาตอนแรกๆ ตัวสูงเกือบสิบเมตร (เอ็งเป็นโมบิลสูทเรอะ) ขนาดรินเหล้ายังต้องใช้สองคนแบก อยู่ไปอยู่มาตัวหดเหลือธรรมดาซะงั้น

 

- อาคาชิ โคจิ ประธานปีสอง

เฮียคะ เฮียแมนมาก... (ไม่รู้จะพูดอะไรนอกเหนือจากนี้)

 

คอนเซปต์ของเฮียคือ "ไม่มีอะไรที่ดาบผ่าภูผาอิจิมอนจิจะตัดไม่ได้" ดังนั้นทั้งตอนและทุกตอน วิธีการเอาชนะ

ของเฮียจึงเป็นอะไรที่แบบว่า สุดโต่งมาก... ตัดสังเวียนทิ้งบ้าง ผ่าเสาให้สังเวียนเอียงเล่นบ้างๆ เอาดาบจิ้มทะลุ

อก ตัวเองบ้าง เขาให้สู้กัน 1:1 เฮียก็จะเปรี้ยวสู้ 1:3 บ้างอะไรบ้าง จนนำพาเอาความตายมาเยือน แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะหนูเข้าใจว่าคอนเซปต์เฮียคือความแมนจนหยดสุดท้ายจริงๆ...

 

ว่า แต่.. ถ้าเฮียแกรู้ว่าดาบผ่าภูผาที่อุตส่าห์ฝากฝังซะดิบดีโดนโมโมะเอาไปโยนทิ้งให้ ต้นซากุระทับเล่นนี่จะแค้นจนลุกขึ้นมาจากหลุมศพไหมนะ...

 

- ดาเตะ โอมิโตะ

เฮียคะ เฮียแมนมาก... (ซ้ำ)

 

แต่ เฮียดาเตะจะแมนคนละแบบกับเฮียคนข้างบน (แหงนขึ้นไปมอง) ในขณะที่ทั่นประธานปีสองแมนแบบลุยห่าบ้าสลาตัน เฮียดาเตะจะลุยแบบโชว์ว่าข้าเหนือกว่าแบบนิ่มๆ 余裕を見せ付ける ตลอดเวลา

ไม่ เว้นแม้ว่าตัวเองจะตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ เลือดอาบ เหงื่อโซม ฉี่แตก (อันหลังนี่ล้อเล่น) แต่เฮียก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้านิ่งๆ ยิ้มๆ เย้ยๆ ปากดีได้ตลอด 24 ชม.

 

ถึงจะมีรอยสักหกแต้มบนหน้าสร้างภาพพจน์ ความเป็นชายเถื่อน ดิบ ดุดัน แต่ความจริงแล้วเฮียเป็นคนที่เจนท์มาก ให้เกียรติเด็ก สตรี และคนชรา แม้ว่าจะลากไปตายด้วยกันก็ยังยอม ไม่หวั่นและไม่ไหว แม่งจะแมนไปถึงไหน..

 

จริงๆ มีเรื่องอยากพูดถึงอีกเยอะ แต่ยิ่งเขียนเหมือนยิ่งหลุดจากความเป็นจริง (ก็แน่สิวะ) เลยเอาไว้เท่านี้ก่อนละกัน ก่อนจะเขียนกันจนวิปลาสเสียคนไปในวังวนของเหล่าขายกล้าม...

 

แต่มันก็สนุกนะเว้ย ! (ยังย้ำอยู่)

 

 

ปล. มาอ่านตอนนี้ก็รู้สึกชอบสำนวนแปลของ VBK มาก แปลสำนวนได้กินใจ และแปลชื่อท่าได้เท่ห์โคตรอ่ะ

นักแปลรุ่นใหม่ทาบไม่ติดอ่ะ

 

ปล.2 ข้อยไม่ยอมรับ Sequel จากเทพบุตรซ่าฟ้าสั่ง, โรงเรียนลูกผู้ชายภาคสองเป็นภาคต่อ คิดซะว่ามันอยู่ในจักรวาลเดียวกันแบบไม่เชื่อมต่อกัน ให้ลูกพี่จากิกับลูกพี่อาคาชิตายแล้วตายเลยสิวะ อย่าฟื้น ฮือๆ เอาน้ำตาและความซาบซึ้งของชั้นคืนมา ฮือๆ....



ShoutMix chat widget