2013/Mar/27

พอดี FB เพื่อนฝูงมีการพูดคุยกันในหัวข้อ "บทแปลของแฟนซับได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์หรือไม่"  ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เลยขออนุญาตสรุปเนื้อหาที่มีการพูดคุยกันนั้นมาแชร์กับเพื่อนฝูง โดยเฉพาะเหล่านักแปล

 

   ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้อยเข้าใจมาตลอดว่า "บทแปลเป็นงานสร้างสรรค์ที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับว่าจะได้ขอลิขสิทธิ์เจ้าของบทประพันธ์มาก่อนหรือไม่"

 

   ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ บทแปลของแฟนซับ (ซึ่งการเผยแพร่แฟนซับนั้นผิดกฎหมายลิขสิทธิ์เต็มๆ อยู่แล้ว อันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะถกเถียงกัน)  ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วยเช่นกัน หากบริษัทอนิเมลักไก่ก็อบไปใช้งาน ย่อมมีความผิดตามกฎหมาย...

 

ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด !

 

สาเหตุอ้างอิงตัวบทกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์มาได้ดังนี้

 

- ตามนิยามที่กำหนดไว้ในมาตราที่ 4 งานแปลมิใช่งาน "สร้างสรรค์" แต่ถือเป็นงาน "ดัดแปลง"

 

 " “ดัดแปลง”  หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงาน ขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

(๑)  ในส่วนที่เกี่ยวกับวรรณกรรม ให้หมายความรวมถึง แปลวรรณกรรม เปลี่ยนรูปวรรณกรรมหรือรวบรวมวรรณกรรมโดยคัดเลือกและจัดลำดับใหม่"

 

ด้วย เหตุที่มิใช่งานสร้างสรรค์ งานแปลจะได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ต่อเมื่อได้ปฎิบัติตามเงื่อนไขที่ กำหนดไว้ในมาตรา 11 คือจะต้องขออนุญาตอย่างถูกต้องจากเจ้าของลิขสิทธิ์เสียก่อน ดังนี้

 

"มาตรา ๑๑  งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับ อนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ผู้ที่ได้ดัดแปลงนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลงตามพระราชบัญญัตินี้"

 

หากตีความตามตัวกฎหมายดังกล่าว ในทางกลับกัน ก็เท่ากับบทแปลที่ไม่ได้รับการขอลิขสิทธิ์ถูกต้องจากเจ้าของ (ในกรณีนี้คือแฟนซับ)  ย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตามตัวบทกฎหมายดังกล่าวนี้แต่อย่างใด

 

ทั้งนี้มีกรณีของศาลฎีกาให้คำพิพากษาไว้แล้ว ดังนี้ (ขอบคุณสารหนูที่ยกมาให้ดู)

 

------

 

ฎีกาที่ 5212/2552

 

ผู้ แปลและโจทก์ร่วมทั้งสองผู้รับโอนงานแปลต่างไม่ได้ขออนุญาตในการแปลจากเจ้า ของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเลย จึงเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ รับความคุ้มครองตามกฎหมายแต่อย่างใด การที่โจทก์อ้างว่าขณะแปลยังไม่มี พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ เพราะหนังสือทั้ง 4 เล่มดังกล่าวได้ตีพิมพ์เผยแพร่ก่อนปี 2537 ทุกเล่มแล้ว ต่อมาหลัง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประกาศใช้บังคับ โจทก์ร่วมทั้งสองได้ติดต่อสำนักพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่าง ประเทศเพื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ จึงยังไม่ได้รับอนุญาตหรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่สำนักพิมพ์หรือเจ้าของ ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เท่ากับแสดงว่าโจทก์ร่วมทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้แปลหนังสือต่างประเทศที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นภาษาไทยยังไม่ได้รับ อนุญาตหรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ โจทก์ร่วมทั้งสองผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิในงานแปลดังกล่าวดีกว่าผู้โอนและไม่ ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้ง 4 เล่ม ดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

 

-----

 

นอก จากนี้  ที่น่าสนใจคือกฎหมายลิขสิทธิ์ของญี่ปุ่น (ดาวน์โหลดจากเวบไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา) เองก็เขียนไว้ชัดเจนว่า งานแปลไม่เข้าข่ายงานที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย อัตโนมัติ

 

"มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของญี่ปุ่น มีดังต่อไปนี้

งาน วรรณกรรม, งานดนตรีกรรม, งานนาฎกรรม, งานศิลปกรรม, งานสถาปัตยกรรม, งานสิ่งบันทึกเสียง, งานภาพถ่าย, งานภาพยนตร์, งานแพร่เสียงแพร่ภาพโปรแกรมคอมพิวเตอร์, งานประเภท Derivative Works

ซึ่งไม่รวมถึงงานแปล หรือ งานที่ได้รับการจัดเตรียมขึ้นใหม่ หรืองานที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของงานเดิม หรืองานดัดแปลง และงานรวบรวม (Competition Work)"

 

ทั้งนี้จะมีกรณียกเว้นที่งานแปล เป็นงานสร้างสรรค์ หรือได้รับความคุ้มครองจากลิขสิทธิ์ได้ ในกรณีที่มีการแปลงานอันเป็นสมบัติสาธารณะ (ในความหมายว่าไม่มีผู้ถือลิขสิทธิ์ เช่น งานจาก Project Gutenberg เป็นต้น) อันนี้ต้องขอบคุณคุณ Nithina ที่ยกมาให้ดูกัน

 

ข้อ สรุป : หากแปลนิยาย การ์ตูน หรืออนิเมหรือผลงานอันมีลิขสิทธิ์ใดๆ โดยไม่ได้รับคำอนุญาตอย่างเป็นทางการจากเจ้าของบทประพันธ์ ในทางกฎหมายท่านก็ไม่มีสิทธิ์จะไปเรียกร้องความเป็นเจ้าของใดๆ จากบทแปลนั้นได้  อันนี้แจ้งตัวเอง และนักแปลท่านอื่นๆ ทราบด้วยเน้อ ' '/

2012/Mar/20

 (ไม่รู้จะมีคนหลงเข้ามาอ่านป่าว ไม่ได้อัพเสียนาน แต่อยากจะบอกว่าตอนนี้ข้อยย้ายไปอัพอะไรๆ ส่วนมากที่ FB นะเคอะ ท่านใดอยากแวะเข้ามาคุยกันก็เสิร์ชหาชื่อ Punsaa Lam Add friend เข้ามาได้เน้อ บอกกันนิดนึงว่ามาจากแถวนี้ แหะๆ )
------------------------------
ไหนๆ ก็ไหนๆ...

เมื่อองค์เอดะจิม่ามาเข้าฝัน ฉันจึงถือว่านี่คือสารจากสวรรค์บอกให้เจ้าจงเล่าเรื่องของโรงเรียนลูกผู้ชายเถิด

ความจริงแล้ว พวกเขาถือเป็นเหล่าบุรุษที่มีความเกี่ยวพันกับชีวิตของฉันอย่างลึกซึ้ง... *เหม่อมองไปไกลๆ*

สมัยเด็ก เด็กหญิงพันธ์ซ่าเป็นเด็กที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ (ดูจากวีรกรรมที่ผ่านมาก็คงพอเดาได้) เธอสอบตกการสอบเข้าป.1 อดเป็นนักเรียนของโรงเรียนสาธิตฯ ชีวิตจึงต้องระเห็จไปไกลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือกระเด็นไปไกลถึงโรงเรียนพญาไท ทั้งที่บ้านอยู่แค่บางกะปิ ด้วยเหตุว่าโรงเรียนนั้นใกล้ที่ทำงานของบิดา

และด้วยเหตุที่ว่าบิดาเป็นมนุษย์บ้างานประเภทชอบไปเปิดปิดออฟฟิสแข่งกับ ภารโรง เด็กหญิงพันธ์ซ่าจึงถูกหอบหิ้วขึ้นรถตั้งตะตีห้าค่อน นั่งอมข้าวไปในรถแล้วไปนั่งหลับที่โรงเรียนต่อตอนหกโมงฝ่าๆ กว่าพ่อจะมารับก็เย็นย่ำค่ำมืด เรียกได้ว่าเป็นเด็กเมืองกรุงสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ดี จุดเปลี่ยนก็มาเยือนชีวิตอันเหมือนนกน้อยในกรงทอง (?) เช่นนั้น...

ด้วยการที่การ์ตูนเรื่อง "โรงเรียนลูกผู้ชาย" เข้ามาฉายทางช่อง 9 ทุกวันอังคาร เวลาหกโมงเย็น !

สำหรับบุคคลที่อยู่ในวัย 2 ปลายๆ หรือ 3 ต้นๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักการ์ตูนเรื่อง "โรงเรียนลูกผู้ชาย" หรือ "ขุนพลประจัญบาน" ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ชื่อดังในสมัยนั้น อย่าง The Talent ของมิตรไมตรี หรือ The Zero ของ VBK (สำหรับผู้ที่นึกภาพไม่ออกกรุณานึกภาพ Boom และ C-Kids ฉบับไร้ลิขสิทธิ์)

เนื้อหาไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเรื่องของเหล่าลูกผู้ชายอกสามศอกที่เดินหน้าต่อสู้กับศัตรูไปเรื่อยๆ สู้เสร็จศัตรูก็จะเข้ามาเป็นพวกเพิ่มแบบมัลติพลายประหนึ่งการแบ่งตัวของอมี บา (4 -> 8 -> 16...) โดยมีผอ.ยอดมนุษย์เอดะจิมะ เฮฮาจิเป็นแกนนำ

...เด็กหญิงพันธ์ซ่าอยากดูเรื่องนี้มาก...

หากแต่ปัญหามีอยู่ว่าบิดามารับช้าบ้างเร็วบ้าง บางวันก็ทันดู บางวันก็ไม่ทันเลย สร้างความปริวิตกให้เด็กหญิงตัวน้อยๆ เป็นอันมาก โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ตัวละครโปรดจะมีบท ( ณ เวลานั้นคือคุณประธาน ซึรุกิ โมโมทาโร่ รสนิยมของอิชั้นไม่ได้วิปริตผิดเพี้ยนไปตั้งแต่สมัยเด็ก )

ในวันนั้นก็เช่นกัน เธอรอคอยบิดาด้วยจิตใจที่กระสับกระส่ายมาตั้งแต่เย็น จนใกล้ห้าโมง เด็กหญิงป.5 ที่ยืนเกาะรั้วโรงเรียนมองรถเมล์อยู่ก็ตัดสินใจขาด

'ไม่รอล่ะโว้ย'

ว่าแล้วเธอก็ฉวยกระเป๋า วิ่งต๊อกๆ กระโดดขึ้นรถเมล์สาย 92 มุ่งหน้ากลับบ้านไปฉับพลัน โดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับใครทั้งสิ้น (เพื่อนน้อยแต่เด็ก) ทั้งที่เด็กหญิงไม่เคยกลับบ้านด้วยตัวเองมาก่อนเลย...

แต่เธอก็ทำได้ ด้วยจิตวิญญาณแห่งโรงเรียนลูกผู้ชาย !

ผลที่ได้คือพ่อมารับแล้ววิ่งพล่านทั่วโรงเรียนเพราะหาลูกไม่เจอ สุดท้ายจึงได้แต่ซื้อพวงมาลัยไปบนบานกับศาลพระภูมิที่โรงเรียน ขอให้ลูกปลอดภัย ในขณะที่อีเด็กเปรตดังกล่าวไปสำราญบานใจอยู่หน้าทีวีแล้ว ชะเอิงเอย...

หากแต่เมื่อบิดากลับถึงบ้านแล้วรู้ว่าลูกสาวถึงขั้นเผ่นกลับมาจากโรงเรียน โดยไม่บอกใครเพราะอยากดูการ์ตูน จึงได้ออกประกาศิตอย่างเหี้ยมโหด

"งั้นต่อไปกลับบ้านเองก็แล้วกัน"

วันเวลาแห่งความเป็นลูกคุณหนูนั่งรถเก๋งจึงได้ปิดฉากลงแต่เพียงเท่านี้ เริ่มเข้าสู่ตำนานบทใหม่แห่งการต่อสู้บนรถเมล์สาย 92 อันเป็นรถสายในตำนานที่วิ่งผ่านโรงเรียนเจ๋งๆ ในสมัยนั้น อาทิเช่น

สันติราฎร์ --> อำนวยศิลป์ --> เซนต์จอห์น --> ช่างอุตฯ

วันดีคืนดีก็จะมีขวดหรือหินลอยขึ้นมา เป็นรถเมลที่มีไว้เพื่อฝึกฝนการเอาตัวรอดอย่างแท้จริง !

ไว้จะเล่าต่อในโอกาสหน้าเมื่อองค์เอดะจิม่ามาเข้าฝันใหม่


ShoutMix chat widget