2007/Jan/13

เอ้า ได้ฤกษ์แถก แถ้ก แถกซักที

ก่อนอื่นต้องขอก้มกราบบุคคลที่เริ่มนำการละเล่น "บล็อกตบแปะ" มาเผยแพร่ใน exteen งามๆ ก่อนซักสามสี่ที ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณมีส่วนช่วยให้เหล่าบล็อกเกอร์ที่เห็นบล็อกเป็นศาลพระภูมิ โล่งว่างมีแต่เฮดบล็อกกับหัวข้อค้างปีสิงสถิตกลับมาคึกคักขึ้นอักโขเลยทีเดียวเจียวนะเออ

ในส่วนของอิชั้นก็เช่นกัน.. ไม่นึกเลยว่าจริงๆ ว่าจะยังมีคนอุตส่าห์เป็นห่วงและคิดถึง แถมยังชมว่าเราน่าสนใจ :3 ( เป็นปลื้มโคตร วิคจังทำคนแก่ตัวลอย ) แถกเราไว้

ต้องขอขอบคุณ วิคจัง, หนูทราย, เอื้อย ลูกหมูที่รัก,โรยๆ ระโหยรัก, ลุงแกะลอยทะเล, และนังโสหนุ่มอักษรเพื่อนเลิฟ มา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพี่พจน์และคุณอุ๊ ก็ขอบคุณเหมือนกัน แต่ถามจริงๆ เถอะว่าสองรายหลังนี่แถกเดี๊ยนเพราะหาคนส่งต่อไม่ได้หรือเปล่ายะ สงกาในใจอย่างแรง

ก็อย่างที่เห็น... ว่าโดนคนตบแปะเยอะมาก ไม่น่าจะใช่เพราะป๊อบ แต่เป็นเพราะตูมัวแต่ชักช้าจนเหยื่อตบแปะเหลืออยู่อัตคัตเต็มที่มากกว่า เอิ๊ก...

แต่เพื่อเป็นความทดแทนความชักช้าที่ผ่านมา เราจะเขียนให้ยาวยืดดดดในส่วนของเจ็ดคนแถกเลยละกัน อ่านกันให้จบนะเออ !

( 1 ) จริงๆ แล้วไม่ได้ชื่อเล่นชื่อจ๊อบ...

ตกใจกันอ๊ะป่าวล่ะ จริงๆ แล้วคนที่ไม่เคยโทรเข้าโทรศัพท์บ้านหรือแวะมาที่บ้านจะไม่รู้เลยว่าเราชื่อเล่นจริงๆ ว่ามด อ๊ายอายเพราะมันไม่สมตัวเอาซะเลย - -"

ชื่อเล่นชื่อมดนั้นมีที่มาจากตัวอักษรชื่อเล่นหน้าของพ่อกับแม่มาผสมกัน เล่นง่ายมะ ? จ้างก็ไม่บอกหรอกว่าพ่อแม่เราชื่ออะไร เดี๋ยวโดนล้อ กุ๋ยๆ ( ว่าแต่ เด็กสมัยนี้มันยังล้อชื่อพ่อชื่อแม่เพื่อนกันอยู่หรือเปล่ายะ )

ส่วนชื่อจริงชื่อพันธ์ซ่านั้น ก็มีที่มาจากการที่เกิดวันออกพันธ์ซ่า ( ใบ้ให้ว่าเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เดือนสิบ ที่ไม่ใช่วันหยุด ) เดากันออกหรือเปล่า ก็น่ะแหละ... พ่อแม่ตูไม่รู้จะเล่นง่ายไปถึงไหน ถ้าเกิดก่อนหน้านั้นซักวันได้ชื่อปิยพรแน่นอน ชัวร์ป้าบ

ส่วนทำไมถึงได้ชื่อเล่นว่าจ๊อบนั้น... จริงๆ ไม่อยากเล่าเท่าไหร่ เพราะมันเป็นประวัติอันเจ็บปวดในใจสาวน้อย...แต่จะเล่าก็ได้ ไหนๆ ก็ถลำตัวมาถึงนี่แล้ว ไม่มีอะไรให้เสียแล้วนะคุณโยม

สมัยเรียนม.1 ดญ.พันธ์ซ่าจะมีเด็กผู้ชายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา คอยทะเลาะตบตีกันอยู่คนหนึ่ง ซึ่งไอ้เวรคนนี้ก็จะคอยตั้งชื่อล้อเด็กหญิงพันธ์ซ่าต่างๆนานา อาทิเช่น หน่วยทลายคอมมานโดบ้าง บีเวอร์บ้าง ( จำได้เพราะแค้น ) เพราะตูฟันเหยินนนนนค่า

ทุกครั้งที่โดนล้อด้วยชื่อเหล่านี้ ดญ.พันธ์ซ่าผู้ไร้หนทางตอบโต้ก็ได้แต่กระโดดเตะบ้าง เอาไม้บรรทัดไล่เขวี้ยงบ้าง ซึ่งก็ไม่ค่อยจะทันมันร้อกกก

จนวันหนึ่ง ไอ้เวรนี่ก็มีไอเดียปิ๊งปั๊งมาก เค้าบอกว่าแบบนี้ค่ะคุณ

"ฟันหน้าแกเหมือนจอบเลย แต่จะเรียกแกว่าจอบก็ยังไงอยู่ เราจะเรียกให้น่ารักเป็น "จ๊อบ"" ก็แล้วกันเนอะ"


จี๊ดดดดมากค่ะ แต่เพื่อนๆ ดันพากันเห็นดีเห็นงามไปกับมัน มีแต่คน
เรียกว่าดิชั้นว่าจ๊อบ จ๊อบ จนต้องเลยตามเลยก็ได้วะ สุดท้ายก็ชินไปเองโดยปริยาย แนะนำตัวกับใครก็บอกว่าชื่อจ๊อบไปหมด ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ก็ถูกลืมเลือนหายไปจากสังคมไปด้วยประการฉนี้...

(2) คิดว่าตัวเองเป็นคนขาดความมั่นใจและมีมนุษยสัมพันธ์ห่วย...

ความเป็นจริงคนจะมองเรายังไง ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน โดยส่วนตัวคิดว่าตัวเองเป็นคนมีรูปแบบพฤติกรรมหลากหลายขึ้นอยู่กับสังคมที่คบหาด้วย แต่เวลาทำพวกแบบทดสอบทางจิตวิทยามักจะได้ผลออกมาว่าเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเสี่ยง โหยหาคนที่จะยอมรับในตัวเราอย่างที่เราเป็น

...ว่าเข้าไปนั่น... แต่ก็นะ ตอนนั้นก็ยังรู้สึกว่าแบบทดสอบมันจะมารู้จักตัวเราเท่าเราเองได้ไงว้า พอมาเข้าทำงานบริษัทนี่แหละ ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองมนุษย์สัมพันธ์ห่วยเอาซะจริงๆ =_="

ก็ไม่ถึงกับไม่มีเพื่อนเอาซะเลยทีเดียว ใครยิ้มมาก็ยิ้มตอบ ใครทักมาก็ทักตอบ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำตามมารยาทมากกว่าจะเป็น "อยากเป็นเพื่อนกับเธอจังเลย" จากใจจริงมากกว่า

แล้วก็ไม่ใช่คนแบบที่จะไปทักคนไม่รู้จักคนอื่นๆ ก่อน หรือชวนคุยเรื่องส่วนตัวด้วย ก็เลยรู้สึกแปลกใจแกมทึ่งเล็กน้อยเวลาเห็นคนเข้ามาทีหลังเราพูดคุยกับคนอื่นๆ ด้วยภาษาและเนื้อหาที่เป็นรูปแบบของคนสนิทใช้กัน คิดไปคิดมา.. อืมม์... ตูคงแปลกแยกเองสินะ

แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับมันเท่าไหร่แฮะที่เป็นคนขาดมนุษยสัมพันธ์แบบนี้ จริงๆ ก็รู้สึกว่า "ถ้าเป็นคนประเภทที่รู้สึกว่าไม่มีทางเข้ากันได้ ก็ไม่ชอบที่จะคบเล่นไว้เจ๊าะแจ๊ะด้วย" แต่แรกแล้ว แต่มาคิดอีกที แนวคิดนี้มันจะตีกรอบตัวเองเกินไปหรือเปล่าหว่า เฮ้อ...

อีกอย่างที่รู้สึกได้ชัดเจนตั้งแต่เข้าทำงานบริษัท คือเราไม่ชอบงานล่ามเอาซะเลย

หนึ่งคือรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งญี่ปุ่นขนาดจะพูดปร๋อ สำเนียงเริ่ดสะเดิ่ดสุดๆ

สองคือ ชอบที่จะยุ่งเกี่ยวกับหนังสือมากกว่าพูดจากับคนด้วยกัน ทำไม้ทำไมคนบางคนถึงไม่พยายามเรียบเรียงอะไรให้มันรู้เรื่องเหมือนหนังสือวะเนี่ย ถามไปไหนมาสามวาสองศอกสุดริด กรูเบื่ออออออออนะเว้ยยยยเฮ้ยยยยยย~~

....สรุปแล้วจะอยู่ยืดมั้ยวะเนี่ย.. งานบริษัทนี่...

(3) ไม่ชอบตัวละครประเภทในอุดมคติ

หลังๆ มานี่รู้สึกตัวเองบริโภคนิยายแนวแฟนตาซีน้อยลงเยอะถ้าเทียบกับเมื่อก่อน อารมณ์แค่เห็นหน้าปกก็เหม็นเบื่อซะงั้น คิดไปคิดมาว่าทำไมก็ทุบโต๊ะเปรี้ยงฟันธงได้ว่า "เหม็นหน้าตัวละครแบนแต๋ที่มีแต่สองมิติ"

ไม่ได้จะบอกว่าตัวละครประเภทนี้มีแต่ในนวนิยายแฟนตาซีหรอกนะ คิดว่าในละครไทยก็คงโผล่มาเกลื่อนกลาด แต่ถ้าเป็นประเภทนวนิยายเหมือนจะเห็นบ่อยในพวกแฟนตาซีเป็นพิเศษ

ไอ้ประเภทที่ว่า พระเอกก็หล่อเหลาสูงชะลูดตูดปอดยอดทหารม้า ชาติตระกูลสูงผู้ดี๊ผู้ดีไม่มีเชื้อไพร่เจือปน เก่งทั้งบู๊บุ๋นประหนึ่งเห้งเจียมาเกิด ด้านนิสัยก็รักชาติศาสตร์กษัตริย์ใจสัตย์ซื่อถือคุณธรรม จะมีความเลวเล็กๆ น้อยๆ มาปะปนก็ประเภทว่า เจ้าชู้ แต่มีที่หนึ่งเป็นนางเอกคนเดี๊ยวคนเดียว หรือแอบทำตัวถ่อยบ้างเป็นบางจังหวะ แต่เวลาสำคัญเข้างานสังคมก็หันมาใช้มีดส้อมหั่นฟิวกราซ์หรือเต้นวอลซ์ แทงโก้ โปงลางสะออนได้ไม่ขัดเขิน ประมาณว่าของเค้าดีจริงๆ เลยนะเธอนะ

ส่วนนางเอก ...ด้วยความเป็นคนขี้อิจฉาอยู่เป็นทุนเดิม... อิชั้นจึงแสนจะเบื๊อเบื่อเวลาเห็นนางเอกประเภทที่ว่า อื้มมม สวย สูงศักดิ์ แบบบาง ชาติตระกูลดี นิสัยเด็ดเดี่ยวหยิ่งทะนง ฉลาด กล้าหาญ เชี่ยวชาญสารพัดสารพัน พูดได้ 15 ภาษา เก่งจัดดอกไม้ ชงชา ฟันดาบ ขี่ม้า ปาลูกตุ้ม ฯลฯ โฮ้ยยยย มันจะแสนรู้ไปถึงไหนกั๊นนนน !

ยิ่งโดยเฉพาะไอ้เรื่องที่มาแบบลอยๆ ไม่มีอะไรซัพพอร์ท โอเค ถ้านางเอกโดนฉีดยา X-9477 หรือตอนพระมารดาท้องได้กินดินถนันทำให้บุตรที่เกิดมามีความวิเศษวิโสต่างๆ นานาอะไรก็ว่าไป แต่ไอ้ที่แบบว่า แหม มันเก่งเอง ช่วยไม่ได้นี่ก็นะ... เบื่อว่ะ

ทุกวันนี้เวลาพลาดพลั้งไปอ่านเจอพระเอกนางเอกมาดสวยหล่อไม่มีรั่วแบบนี้จึงรู้สึกอยากให้ตัวละครพวกนี้ทำอะไรที่แบบว่านะ...แหม ไพร๊ไพร่ซกมมโสมมออกมาบ้าง เช่น ยืนเกาตูด กางเกงในเข้าวิน มังกรกินหมี่ หรือสำลักวุ้นเส้นออกมาทางจมูกดูบ้าง อะหืออออ แค่คิดก็ซี้ดแล้ว

(4) เคยเป็นเด็กเลวมาก่อน...

ในอดีตเคยเป็นเด็กเลวมาก่อน ส่วนปัจจุบันก็กลายเป็นผู้ใหญ่เลว ชีวิตเสมอต้นเสมอปลายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เอิ๊ก..

เอาจริงไม่ได้ล้อเล่น ในชีวิตรู้สึกเครียดที่สุดก็ตอนเป็นเด็กประถมนี่แหละ แบบว่า เชื่อมั้ยว่าหนีเรียนครั้งแรกตอนอยู่ป.3 แล้วก็ไม่ใช่การโดดเรียนแบบว่าหนีเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ ไปวินนิ่งมั้ยแสรดดดแบบที่เกรียนสมัยนี้ทำกัน แต่เป็นการหนีเรียนไปซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าข้างโรงเรียนค่ะคุณ ทำเองคนเดียวโดดๆ ไม่มีเพื่อนร่วมแก๊ง เลวเองได้ไม่ต้องมีใครชักนำ

อะเฮ้อ.. เขียนเองตอนนี้ยังเครียดสุดๆ ทำไมมันดูเก็บกดจังวะ...

แต่ตอนนั้นก็คิดว่าเราเก็บกดจริงๆ ล่ะนะ เป็นเด็กประถมที่แปลกมาก เพราะมีงานอดิเรกคือการเหลาไม้จิ้มฟันค่ะ เอาจริงไม่ได้ล้อเล่น ตอนสมัยเรียนวิชาการบ้านการเรือนอะไรนี่จะมีสอนการเอาไม้กลัดห่อใบตอง ซึ่งก็จำได้สนิทว่าตูทำห่วยชิบเป๋ง ห่อใบตองกะร่องกะแร่งมีสก็อตเทปปิดตรึม แต่สิ่งที่ติดใจมากจากตอนนั้นคือการเหลาไม้กลัดค่ะ แบบว่าจะมีไม้อันใหญ่หน่อยมา แล้วก็ใช้คัตเตอร์กรีดตามยาวจนมันเป็นไม้กลัดอันเล็กๆ น่ะ

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เราจะติดใจไอ้การเหลาไม้นั่นมากกกก แม้จบวิชาแล้วก็จะเอาไม้นั่นมากรีดครืดครืดกับคัตเตอร์ แบ่งจาก 1 เป็น 2 2 เป็น 4 จนกว่ามันจะแยกส่วนอีกไม่ได้แล้วนั่นแหละถึงจะหยุด แล้วก็เอาไม้นั่นเก็บไว้ในกล่องดินสอ แล้วก็เอาไม้ใหญ่มากรีดใหม่...

...น่ากลัวชิบเป๋ง...เด็กอะไรวะ...

สรุปไอ้ที่โดดเรียนไปข้างต้นก็โดนอาจารย์จับได้ แล้วก็รายงานผู้ปกครองไปตามเกณฑ์ ส่วนหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ...คิดว่าชีวิตน่าจะดีขึ้นล่ะมั้ง... นะ...

แถมท้าย ความแสบสันต์ของดญ.พันธ์ซ่า ...ใครเคยฟังมาจากใน irc แล้วก็ข้ามๆ ไปละกันนะ อันนี้...

วันหนึ่งมีญาติขับรถไปรับเด็กหญิงพันธ์ซ่ากลับมาจากโรงเรียนประถม ระหว่างขากลับนั้นเอง ญาติก็ขับรถฝ่าไฟแดงหรืออะไรซักอย่าง เป็นผลให้ถูกหมาต๋าเรียก เมื่อหมาต๋าเดินมาที่รถ คำแรกที่เด็กหญิงพันธ์ซ่าพูดก็คือ..
.
.
.
"อย่าจับหนูนะ หนูไม่ใช่ลูกของเค้า"

เจ๊ดดดดดโด้ เด็กเปรตอะไร สัญชาติญาณในการเอาตัวรอดสูงแต่เด็ก... ดีนะที่ญาติเค้ายังเอากลับบ้านไปด้วย ไม่ถีบลงรถไปตั้งแต่ตรงนั้นน่ะ..


(5) เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มการ์ตูน...

ถือเป็นความลับไหมวะเนี่ย.. คิดว่าน่าจะรู้กันเกือบหมดบางแล้ว แต่
อาจจะลืมเลือนไปเลยขุดขึ้นมาพูดอีก.. ก็น่ะแหละนะ...

นานมาแล้ว..
สมัยอินเตอร์เน็ทยังไม่แพร่หลาย...
ผู้คนยังนิยมเขียนจดหมายหากันมากกว่าส่งอีเมล์...
งานการ์ตูนเป็นสิ่งที่แรร์สุดๆ จัดขึ้นปีละครั้งสองครั้ง...
สาวก Y และการ์ตูน Yaoi เกาะกลุ่มกันอยู่น้อยนิด...

...ฟังดูแล้วเหมือนอยู่ในสมัยพระเจ้าเหาเก่าเต่าชิบหาย.. นี่ตูเคยมีชีวิตอยู่ในยุคนั้นจริงๆ หรือนี่...

เคยมีกลุ่มการ์ตูนเล็กๆ ชื่อ Genesis อาศัยอยู่ในซอกหลืบของสังคมการ์ตูนสมัยนั้น แม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไรก็รู้สึกว่าอบอุ่นดี ลูกกลุ่มก็เป็นเด็กดีกันเสียเป็นส่วนมาก เสียอย่างเดียวที่หัวหน้ากลุ่มดันวาดภาพไม่เป็น...

อืมม์... จะเล่าอะไรอีกดี รู้สึกว่าหัวข้อนี้ถ้าเริ่มแล้วจะยาว ก็ขอสต็อป
ไว้ดื้อๆ ตรงนี้เลยละกัน แต่ที่อยากพูดก็คือ ชีวิตตรงจุดนี้ ประสบการณ์ทั้งดีและร้าย การได้พบกับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมากของเรา


เวลาผ่านไป คนเราก็เปลี่ยนไป พวกเราแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปมี
ชีวิตของตัวเอง บางคนก็ยังเวียนวนอยู่ในสังคมนี้ บางคนก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปทำอย่างอื่น กับบางคนก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่กับบางคนก็กลายเป็นยิ่งกว่าคนแปลกหน้า...

แต่เวลาที่พวกเราเคยอยู่ร่วมกันจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราเสมอนะ

ขอบคุณทุกคนมากจ้า :)


จบมันดื้อๆ งี้แหละ เราคงไม่แถกใครต่อแล้วน้า คนรู้จักก็โดนแถกกันไปเกือบหมดแล้ว แล้วพบกันต่อในโอกาสหน้าเน่อ จากนี้ไปจะพยายามหาเวลามาอัพบล็อกให้ไม่ร้างไปนานๆ แบบนี้แล้วล่ะ รักนะเด็กโง่ววววว ~


2006/Jul/16

หนีงานมาอัพบล็อก ชะเอิงเอย ~~

ก็อย่างที่ได้บอกเล่ากันไปในบล็อกก่อนที่ดองไว้สองอาทิตย์เต็มๆ...และอีกจิ๊ดนึง... เข้าทำงานประจำเป็นสาวโรงงานแล้วฮ่ะ

ทุกวันนี้ไปกลับกทม.-ชลบุรี ทุกวั้น..ทุกวัน.. ถึงจะมีรถรับส่งมาถึง ( เกือบ ) ใกล้ๆ บ้าน แต่ให้คนที่เคยนอนตีพุงตื่นสายโด่งมาเป็นเวลา 3 ปีฝ่าๆ ลากสังขารลงจากเตียงตอนตี 5 นี่ก็ถือว่ากระเสือกกระสนพอดู..

ไปทำงานแล้วก็ได้เจออะไรที่ถือว่าเป็น "ครั้งแรก" ในชีวิตหลายเรื่อง ก็อย่างว่าล่ะนะ คนไม่เคยทำงานประจำ พอมานั่งตอกบัตรลงเวลามันเลยรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล

...พอเห็นที่ลุงแกะผู้ประสบชะตากรรมการเป็นซาลารี่แมนเข้าไป 3 วันเขียนไว้ก็เข้าใจทั้งความรู้สึกตัวเองและลุงแกะขึ้นมาบ้าง เหมือนนกป่าที่เคยนึกจะไปไหนก็ไปอยู่ดีๆ ก็ถีบตัวเองเข้าไปในกรงจริงๆ..

ไม่รู้ว่ารู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า.. แต่มันเป็นความรู้สึกสับสนเล็กๆ เหมือนละทิ้งความฝันไปทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง เพราะที่ผ่านมาใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อตัวเองมาตลอด เป็นคนที่เห็นแก่ตัวสุดๆ แต่ตอนนี้ต้องมาทำงานเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท ทุ่มเทการทำงานเพื่อบริษัท ใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อบริษัท เลยเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งอย่างบอกไม่ถูกชอบกล..

แต่โดยรวมๆ ที่ทำงานที่นี่ก็ถือว่าโอเคทีเดียว คนญี่ปุ่นใจดี แถมที่นี่เคยอยู่กันมาแบบไม่มีล่ามมาก่อนเลยเป็นเวลานานสองนาน ( ปัจจุบันคนที่รับหน้าที่ล่ามโดยตรงมีคนเดียวทั้งบริษัท คือดิชั้น.. ) เลยไม่จำเป็นต้องเรียกใช้ล่ามหัวซุกหัวซุนทุกเรื่อง เอ๊า ก็ดี เรียกชั้นไปก็ใช่ว่าจะแปลให้ได้รู้เรื่องหรอกนะ กร๊ากกกก

ไอ้ที่เขียนข้างบนน่ะไม่ได้ล้อเล่นหรอกนะ.. อย่าคิดว่าแค่เรียนภาษาญี่ปุ่นมา 4 ปี ไปญี่ปุ่นมา 1 ปี แล้วนั่งแปลงานทุกวันมาเป็นเวลา 3 ปีมันจะทำให้เป็นพหูสูตร อย่างกับเครื่องแปลภาษาบาเบลฟิช เอาอะไรโยนเข้าไปแล้วจิ้มๆ จึ้กๆ ก็จะได้เป็นอีกภาษาไหลออกมา

...ก็จะให้คนที่เรียนสายศิลป์มาตลอดชีวิตไปเข้าใจปัญหาการผลิตหินเจียรในเวลา 3 วันได้ยังไงฟระ...

เจอศัพท์ช่างจนหัวหมุน สารหล่อเย็น.. เครื่องอบ..ฟินิชชิ่ง.. หินเจียร.. เกรน.. บอนด์.. น้ำมันหล่อลื่น.. สารจุลชีวะที่ก่อให้เกิดกลิ่น.. การบำบัดบ่อน้ำเสีย.. น้ำมันหล่อลื่น.. เครื่องเพรสขนาด 500 ตันและ 1000 ตัน..

แถมด้วยศัพท์บัญชี..

การขอ BOI.. ISO.. Transfer Pricing.. รอบปีบัญชี.. ภาษีเงินได้นิติบุคคล.. เดินเรื่องขอยกเว้นภาษี..เจ้าหน้าที่สรรพากร

แถมด้วยจิปาถะร้อยแปดพันเก้า เจ้าหน้าที่จากกรมแรงงานมาตรวจถังเก็บน้ำมัน สวัสดิการแรงงาน เอกสารการเช่ารถ บลาบลาบลา เอ๊า ก็บอกอยู่หยกๆ ว่าทั้งบริษัทมีล่ามคนเดียว

...ตายสนิท...

ก็ยอมรับกันซื่อๆ อ่ะนะ ว่าหลายครั้งแปลไม่ได้ดี อึกอักๆ มึนๆ กันไปทั้งสามฝ่ายหลายทีอยู่ เอิ๊ก..

เขียนเหมือนตลก แต่กลุ้มใจเอาเรื่อง คนญี่ปุ่นและไทยที่นี่ก็ดีแสนดี ไม่ว่าซักคำ.. บอกแค่ว่าต่อไปก็ชินเอง..

ถ้าผ่านไปซักเดือน แล้วตูยังโง่เหมือนเดิมจะทำไงล่ะวะเนี่ย.. เฮ่อ..

ตอนนี้เลยรู้สึกผิดเล็กๆ.. เหมือนทำงานให้บริษัทไม่คุ้มค่าเงินเดือนที่เค้าจ่ายมายังไง้ชอบกล ใครทำงานบริษัทอยู่มาแชร์ประสบการณ์กันหน่อย มันจะมีวันที่เข้าที่จริงๆ น่ะเร้อ.. เฮ้อ..

เปลี่ยนเรื่องดีกว่า.. สต็อปหัวข้อแห่งความหดหู่เอาไว้ก่อน... แต่ก็ยังวนๆ อยู่ในหัวข้อที่ทำงานน่ะแหละ ยังเห่ออยู่ ขี้ใหม่หมาหอมเฟ้ย กร๊าก ~~

เจอคนญี่ปุ่นที่ทำงานทักว่าหน้าเหมือนโอตาคุ !!!

อึ้งโคตร...

คนญี่ปุ่นที่ว่าคนนี้ตะแกประจำอยู่แผนกเซลล์ เป็นคนที่ได้ภาษาไทยประหลาดๆ เยอะมาก เช่น "เก็บสบู่" "ทุเรศ" และ "อีบ้า" ...จะรู้ไปทำไมฟระ.. แต่ละคำ..

เจอหน้ากันตรงๆ พอแนะนำตัวปุ๊บ ตะแกก็ทักทันที..


「君、日本のオタクみたいな顔してるね。」


"เธอนี่หน้าตาแบบโอตาคุที่ญี่ปุ่นเลยนะ"

อึ้ง...อึ้ง...อึ้ง..และอึ้งรับประทานสิครับ......

ด้วยความตกใจอย่างมากเลยหลุดสวนออกไปโดยไม่รู้ตัว..

「ば。。ばれた? 何で一目で分かったんですか。。。」


"ความแตกแล้วเหรอ ? ทำไมมองแวบเดียวแล้วรู้เลยล่ะคะ..."

...กว่าจะคิดได้ก็สายไปแล้ว... อ๊ะ แบบนี้ก็เท่ากับว่าชั้นยอมรับว่าตัวเองเป็นโอตาคุไปโดยปริยายน่ะสิ.. ม้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย !

...แต่คุณอาซามิตกหัวเราะหึๆ แล้วก็เดินจากไป..

กลับมานั่งกุมหัวคิดดู ..อ่อ.. เป็นไปได้ว่าตะแกเห็นฟิกเกอร์ไรเดอร์ที่ดิชั้นหอบไปตั้งที่โต๊ะทำงานน่ะเอง เลยเดาทางออก..

เพราะถูกเนรเทศมานั่งข้างหน้าประกบนายญี่ปุ่นสองคน สิ่งมีชีวิตข้างๆ คือต้นขุนแผนเหี่ยวๆ หนึ่งต้น ..เหงามากโคตรชิบหาย...เลยพยายามหาของรื่นเริงบันเทิงใจมาแต่งโต๊ะ ตอนนี้มีปฎิธินลูกเต๋าโตโตโระหนึ่งอันฟิกเกอร์มาสค็อตสาวรถไฟ ( Tetsudou Musume ) หนึ่งตัว SD Blade ร่าง King Form เหลืองอร่ามหนึ่งตัว

แถมด้วยตัวหมากรุกแจ็ค จาก Nightmare before Christmas อีกหนึ่งตัว

...คาดว่าดูจากสายตาคนภายนอกแล้วโต๊ะนี้คงดูประดักประเดิดเอาเรื่อง... รู้งี้ตรูหาต้นตะบองเพชรหรือต้นเฟิร์นมาแต่งโต๊ะซะก็ดีหรอก สร้างอิมเมจเป็นสาวอ่อนโยนรักธรรมชาติได้ด้วย

...ถ้ามันไม่เหี่ยวตายคาโต๊ะไปซะก่อนน่ะนะ..

จากนั้นมานายยังตอกย้ำเข้าไปอีกด้วยประโยค..

「君、男に近いだね。」

"หนูนี่เหมือนผู้ชายเลยนะ"

............................

เออๆ.. เอาวะ ..ว่าไงว่าตามกัน.. สันดานมนุษย์มันคงไม่ใช่ของที่เปลี่ยนกันได้โดยง่ายเป็นแน่..

เรื่องเอ็กไซต์เรื่องที่สอง.. จริงๆ แล้วนี่ต่างหากที่เป็นหัวข้อหลักในการเขียนบล็อกวันนี้ ที่ผ่านมาเป็นการเกริ่นนำ.. ยาวโคตร.. จะมีคนเหลือมาอ่านถึงนี่ซักกี่คนกันหว่า..


วันพฤหัสที่ผ่านมา สัปดาห์ที่สองแห่งการทำงาน นั่งทำงานอยู่ดีๆ ก็เห็นเหล่าวิศวกรพากันพรวดพราดออกมาจากห้องประชุม ได้ยินเสียงแว่วๆ มาว่าโรงงานไฟไหม้ ก็ยังงงๆ อยู่ โรงงานเราผลิตหินเจียรนี่หว่า มันมีส่วนไหนเป็นเชื้อไฟได้เนี่ย.. ห้องอบระเบิดเรอะ ?

ระหว่างที่จับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่นั่นเอง.. ก็เสียงระเบิดดัง ตึ้ม ! สะเทือนมาถึงในออฟฟิส

ทุกคนชะงักกึก มองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็พรวดพราดหนีบกระเป๋าลุกทันที พวกวิศวะมาเรียกอพยพแล้ว เสียงแว่วๆ บอกให้ทำตามที่ซ้อมไว้ ..ฮ่วย.. ก็เพิ่งมาทำงานได้ 7 วัน.. ยังไม่ทันได้ซ้อมเลย ดันเจอสถานการณ์จริงซะล่ะ

พอออกมานอกโรงงานก็มีเสียง ตู้ม ! หนักๆ ดังขึ้นอีกรอบ โรงงานข้างๆ ควันคลุ้งดำโชย เหม็นสุดๆ ทั้งออฟฟิสทั้งคนงานเลยเผ่นกันไปโน่นนนน อีกฟากของถนน

ถามไปถามมา จับความได้ว่า โรงงานกลั่นน้ำมันข้างๆ หอกลั่นระเบิด มีอยู่ 5 หอ ระเบิดไปแล้ว 2 รถดับเพลิงวิ่งกันให้ว่อน เอ็กไซต์สุดๆ

แต่ในที่สุดสถานการณ์ก็สงบ เดินกลับออฟฟิสไปทำงานเหมือนเดิม พร้อมได้เรื่องกลับไปโม้ใน IRC 1 เรื่อง เดี๊ยนเข้าทำงานได้สองอาทิตย์โรงงานข้างๆ ระเบิดแหละ โฮะโฮะโฮะ~

จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าภูมิใจเลยนี่หว่า... OTL

ว่าแล้วก็กลับไปทำงานต่อล่ะ งานราษฎร์ยังเคลียร์ไม่เสร็จเลย ตายแน่ๆ.. กรูตายแน่ๆ ฮือๆ...

แล้วเจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ =_=/

ปล. ช่วยโปรโมตบล็อกของเชฟห่ำตะวัน ณ ปารีสหน่อย อุตส่าห์ลิงค์มาถึงนี่.. แต่บล็อกตูไม่ใช่บล็อกตลกนะเฟ้ย..
http://berserk666.exteen.com/ แวะไปรับชมพลุวันชาติปารีสสวยๆ กันได้เน่อ


2006/Jun/29

กลับมาแล้วจ้า ~

Exteen ล่ม 3 วันดองมันเป็นเดือน วะฮ่ะๆๆ

จริงๆ วันนี้ถ้าซีรี่ส์ Cold Cases ไม่จบไปก่อนก็อาจจะดองต่ออีก แต่พอลุกไปเปิดดูดันจบซีซั่นซะนี่ เซ็ง เสียมู้ดหมดอารมณ์ เอาเวลามาอู้งานนั่งเขียนบล็อกดีก่า ~

แจ้งข่าวซักเล็กน้อย ก่อนที่ผองเพื่อนจะคิดว่างานถล่มทับตายคาที่ไปแล้ว ...ซึ่งจริงๆ ก็ใกล้เคียง..ตอนนี้แหลือแต่มือที่ยังพอขยับเขยื้อนได้ ส่วนอื่นโดนบ่วงมัดไปหมดแล้ว.. ( แต่หัวใจยังว่างนะฮ้า ~ ..ว่าเข้าไปนั่น..)

ก่อนอื่นขออัพเดทข้อมูลส่วนตัวซักเล็กน้อยนะฮะ

จากนี้ไปน้องดราโก้จะต้องโบกมืออำลามิตรรักแฟนเพลงทุกท่านออกจากโลกของหอกฟรี หนีไปเป็นสาวโรงงานแล้วจ้า

ใช่ค่ะ บ.ที่เคยอ้างอิงถึงในเอนทรี่ก่อน เรื่องการสัมภาษณ์งานที่แสนจะประหลาดไม่น่ารับเป็นที่สุด แต่เค้าก็ยังรับไปนั่นแหละ..

ไม่รู้ว่าติดใจของแปลก จนตรอกหาคนไม่ได้ หรือเห็นว่าจ้างล่ามแล้วควบเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ได้อีกต่อ 2 อิน 1 แสนจะคุ้ม.. แต่ไปๆ มาๆ ทางโน้นก็ยื่นข้อเสนอมาให้ทำประจำซะแล้ว..

ใจง่ายมาเราก็ใจง่ายไปไม่คิดมาก เสนอมาก็รับฮ่ะ ง่ายๆ อย่างงั้นเอง เออ ดีแฮะ

จะไปประจำตั้งแต่เดือนหน้าวันที่ 3 แล้วค่ะ >_</

แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ !

ถึงจะเดินออกจากเส้นทางฟรีแลนซ์แต่เราไม่ได้เดินออกนอกเส้นทางงานแปลนะ งานทางนี้ก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ เน่อ

...ต้องทำแน่นอนล่ะ เพราะมันยังเคลียร์ไม่เสร็จนี่หว่า.. แค่อนิเมกับหนังแปลงร่างที่ยังไม่จบก็ล่อเข้าไป 3 เรื่องแล้ว ยังไม่นับคอมิคที่ค้างคาอยู่อีกเป็นสิบๆ เล่ม... อ้วกแตกแน่ๆ กรู... ดันเคลียร์งานไม่เสร็จเอง สมน้ำหน้า โฮ่ฮิ้วฮิบโฮ่..

พอกับเรื่องตัวเองไว้แค่นี้ก่อน ต่อไปจะเข้าสู่โหมดแม่ยกเต็มสูบ ! ใครไม่สนใจจะฟังคนบ้าพล่ามถึง B'z ด้วยความหน้ามืดตามัว เชิญผ่านข้ามไปช่วงท้ายๆ ได้เลยนะฮะ ถ้าไม่ขี้เกียจจนเกินไปคาดว่าน่าจะมีอะไรแปะๆ อยู่ต่ออีกหน่อย

มาเว้ากันง่ายๆ ก่อน สำหรับผู้ที่ไม่รู้จัก "B'z" คืออะไร ?

เฉลย B'z ก็คือสุดยอด Rock & Roll Band ของญี่ปุ่น สมาชิกประกอบด้วยสองป๋าสุดเท่ห์ คือป๋ามัตสึโมโตะ ทาคาฮิโระ มือกีตาร์และป๋าอินาบะ โคชิ นักร้องนำ ( ใครเป็นใครคงไม่ต้องบอกนะนั่น )

จริงๆ ถ้าจะให้พูดถึงประวัติของ B'z จะยาวมาก ไม่อยากเชื่อว่าวงที่ดังระเบิดเถิดเถิงขนาดนั้นจะเงียบกริบในเมืองไทย ปล่อยให้ L'arc Glay หนุ่มๆ จอห์นนี่ครองใจแฟนเจป๊อบเจร็อคกันไปโม้ดดด ~~

B'z ตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1988 ออกซิงเกิลมาแล้ว 48 แผ่น อัลบั้มอีก 15 แผ่น ครองอันดับสถิติมากมายทั้ง ศิลปินที่มียอดขาย Single, Album รวมสูงสุด จำนวน Single, Album ขายได้เกิน 1 ล้านแผ่นมากที่สุด เป็นศิลปินที่มี Single ขึ้นอันดับ 1 ติดต่อกันมากที่สุด ( 38 แผ่น ) และติดท็อปเท็นนานที่สุด ( 17 ปี !? )

พูดง่ายๆ ก็คือ ลงมีชื่อ B'z พะยี่ห้อมา CD ก็จะขายดีตะบักบวยตะบวย ถ้าเทน้ำเทท่าก็คงถมแม่น้ำเต็มไปแล้ว ยอดขายอย่าให้เซด.. เล่ากันว่าป๋าอินาบะนักร้องซื้อเฟอร์รารี่ไว้ 7 คัน 7 สี จะได้ลดๆ ยอดการจ่ายภาษีลงไปซะบ้าง ฮ่วย..

แล้วไงต่อดีหว่า.. เรื่องมิวสิคของ B'z นี่ไม่รู้จะพูดไงดีแฮะ ของแบบนี้ไม่ฟังเองก็ไม่รู้ แต่ขอยืนยันว่าเพลงวงนี้เพราะมากจริงๆ ค่ะ เสียงป๋าอินาบะนักร้องนำพาวเวอร์ฟูลสุดยอด ! เล่ากันว่าพลังปอดของป๋าอยู่ที่ 8000 cc ( มากกว่าคนธรรมดาสองเท่า.. ) ทั้งหอนทั้งโหนทั้งกรีดร้องได้สุดยอดจริงๆ

ถ้าใครเป็นคอร็อค แจ๊สหรือบลูส์นี่น่ามีไว้ฟังมากๆ อัลบั้มที่แนะนำก็คือ The Best Pleasure I, II เป็นอัลบั้มรวมฮิต รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน ใครสนใจบอกเล่ากันได้ ยินดีไรท์ให้เค่อะ :3

เคยมานั่งคิดว่าทำไมวงอย่าง B'z ถึงไม่ฮิตในเมืองไทย ทั้งที่กระแสเพลงญี่ปุ่นค่อนข้างแรง ก็เดาเอาว่าคงเป็นเพราะ B'z ไม่ใช่วงขายหน้าตาและมีความเป็นญี่ปุ่นจ๋าไปหน่อย เลยประสบชะตากรรมเดียวกับวง Mr. Children, Southern All Stars ที่ดังสุดๆ ในญี่ปุ่นแต่ดันดับในไทยอีกเหมือนกัน ...เรียกว่าไม่มีคนนำกระแสล่ะจะถูกกว่ามั้ง...

แต่ที่บอกว่าไม่ใช่วงขายหน้าตานี่ ไม่ได้แปลว่าป๋าๆ หน้าตาไม่ดีหรอกนะ !

โดยเฉพาะป๋าอินาบะ โคชิ นักร้องนำ มีเสน่ห์กระชากใจสาว ( วัยกลางคน ) เหลือหลาย ไม่ได้คิดเองหรอกนะอันนี้ แต่เคยมีนสพ.เขียนถึงไว้โต้งๆ ว่า B'z น่ะเป็น "Midde Aged Ladies-Killer" !

กรี๊ดดดดด ตรูยังไม่แก่ว้อย !


ปกติเวลามีสัมภาษณ์หรือออกงานป๋าโคชิจะเงียบๆ เฉยๆ รับมุขนั่งขำอย่างเดียว แต่เวลาลงเวทีคอนเสิร์ตแล้วเหมือนมีผีกระเทยเข้าสิง คอสตูมหล่อนเริ่ดมั่กๆ ฮะ ยิ่งดูยิ่งอยากกรีดร้อง "นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ผู้ชาย 100% เค้าใส่กันแล้วนะป๋า ~~"

ทั้งเสื้อซีทรูสีดำสีแดง เสื้อคลุมสีบานเย็น ฮอตแพนทส์ที่สั้นได้ใจสุดๆ ส่วนท้ายๆ คอนเสิร์ตรับประกันได้เห็นป๋าโคชิท็อปเลสโชว์กล้ามเป็นมัดๆ แผงอกแน่นเปรี๊ยะกับรอยสัก 7 แห่งทั่วร่างแน่นอน ( ป๋ามีรอยสักมังกรกลางหลังด้วยล่ะ สุดยอด ! >_<b ) จบงานทีไรพบศพแม่ยกเสียเลือดตายอยู่หน้าเวทีเป็นแถบๆ

ยิ่งตอนทัวร์ Spirit Loose 1997 แล้ว.. ไม่รู้ฝ่ายคอสตูมบันดาลหรือป๋าเฮี้ยนเอง ป๋าโคชิปรากฎตัวออกมาในเสื้อแดงลายพร้อยกับกางเกงลูกไม้ซีทรูสีดำแนบเนื้อพร้อมเตี่ยวจีสตริงเจ้าข้าเอ๊ย ~ !

...ผลปรากฎว่ากางเกงซีทรูกับเตี่ยวตัวจ้อยของป๋ามันออกแรงฤทธิ์แรงเกินคาด... แฟนๆ แถวหน้าไม่เป็นอันตั้งสมาธิกับเพลงเพราะมัวแต่สนใจอย่างอื่น ( อะไร ? ) หลังจากโดนโลมเลียทางสายตา ( หื่นๆ ) ไปได้ 2-3 เพลง ป๋าเริ่มเสียเซลฟ์จนทนไม่ไหว ต้องวิ่งเข้าแบ็คเสต็จไปเปลี่ยนกางเกง อพิโธ่อธิถัง...

จนบัดนี้ ป๋าทั้งสองก็อายุเหยียบย่างเข้าสู่เลข 4 แล้ว แต่ทั้งเสียงร้องและฝีมือกีตาร์ ( รวมทั้งเนื้อหนังมังสา ) ก็ยังคงฟิตเปรี๊ยะดีไม่มีหย่อนยาน โดยเมื่อวันที่ 28 นี่ Album ที่ 15 ของ B'z "Monster" ก็ออกวางจำหน่ายแล้วจ้า ~~!



แล้วสัปดาห์หน้า B'z ก็เริ่มตระเวณทัวร์ทั่วประเทศญี่ปุ่นแล้ว ธีมปีนี้คือ "Monster's Garage" โลโก้เท่ห์สุดๆ ~

เครดิต : bz-vermillion.com/, http://gportal.hu/portal/bz/, B'z Sunshine

พล่ามเรื่อง B'z ไปนาน ชักขี้เกียจเขียน มักง่ายเอาของคนอื่นมาแปะเลยละกัน จากเอนทรี่ของลุงแกะเรื่องหมากับแมวคราวโน้น พูดถึงเรื่องวิธีจีบหญิงแบบหมาแก่ไป ปรากฎกว่ายายกับลุงแกะไม่เก็ทแฮะ @_@ เดาเอาเองว่าคนอื่นก็อาจจะยังไม่รู้เหมือนกัน เลยเอามาแปะไว้ตรงนี้ละกันน้า

เครดิตผู้เขียน : คุณ ~ ดอกไม้...เมฆฝนและความรัก ~ จากกระทู้พันทิพจ้า

"ส า ว ๆ จ๋ า... ร ะ วั ง เ ส ร็ จ ห ม า แ ก่......."

ผมจำได้ว่าเรื่องจีบสาว หรือหาแฟน
นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆกับวิชาเลข หรือ ฟิสิกส์
ที่เด็กผู้ชายสายวิทย์ส่วนมาก
ต้องมานั่งปวดหัวกุมขมับเวลาใกล้สอบ แน่นอนล่ะครับ บางคนก็ชอบ
และรู้สึกว่ามันช่างง่าย น่าตื่นเต้น เวลาแก้โจทย์
ก็สามารถทำได้อย่างสนุกสนาน
บางคนก็รู้สึกว่ามันช่างยากเย็นเสียนี่กระไร พอช่วงพัก
หรือตกเย็นก็จะมีการเปิดสอนติวเข้มในเรื่องการจีบสาวกันในหมู่เพื่อนๆ
จากผู้รู้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็รู้แบบงูๆปลาๆ
มั่วบ้างโม้บ้างไปตามเรื่องตามราว ใครมีแฟน หรือมีประสบการณ์
ในการจีบสาว
ก็จะเป็นที่โด่งดังมีเรื่องให้เล่าขานข้ามห้องข้ามชั้นไปเลย

แต่มีอยู่อย่างหนึ่งเมื่อสมัยนั้นที่ข้องอกข้องใจ
ว่าทำไมคุณสาวๆถึงชอบรุ่นพี่ๆที่โตกว่า หรือผู้ใหญ่ กันนัก
แก่ก็แก่ แต่งตัวก็ง่ายๆ ดูเป็นแบบทำงานๆ เชยซะไม่มี
ไปเที่ยวก็ดูเฉยๆ ยืนลูกเดียว ยืนเฉยกันเข้าไป แต่ดันมีสาวๆ
มาพูดเล่นพูดคุย จิจ๊ะ น่าอิจฉา พอผมกับเพื่อนๆ เรียนจบ
บางคนก็เข้าทำงานเลย บางคนก็โคจรไปเรียนต่อ แล้วกลับมาทำงาน
เริ่มเป็นหลังแหล่งลงตัว ถ้าชีวิตเรียบง่าย
ถ้าไม่แหกโค้งสุดท้ายไปซะก่อน
ก็มักจะแต่งงานเลี้ยงพุงอ้วนดูแก่ไปเลย
พวกนี้หมดสิทธิ์สอบเข้าชิงทุนการเป็นหมาแก่เนื่องจากบางคนหมดสภาพโดยถาวร
ส่วนพวกที่แหกโค้งตกคลอง เลิกกับแฟนหรือคนรัก
ต้องมาเริ่มลงสนาม แข่งใหม่ นี่แหละตัวดีเลย "หมาแก่อาละวาด"
เพราะทฤษฎีรักหวานชื่น โรแมนติก แบบรักเดียวใจเดียว
ท่องกันออกมาตั้งแต่สมัยเรียนนั้นกลายเป็นเรื่องของความผิดพลาดจากระบบการศึกษา
ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
หนุ่มๆต้องระวังเพราะพวกพี่เค้ามาแบบน้ำนิ่งไหลลึก

ผมก็เลยถึงบางอ้อ เคยคุยเล่นกับเพื่อนๆ
ว่าผู้ชายอายุประมาณเลขสามนี้ช่างเป็นเลขมหามงคล หน้าที่การงาน
ความมั่นคง ก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ จิตใจก็เยือกเย็น
รสชาติก็สุขุมนุ่มลิ้น ลึกล้ำไปซะหมด.........
มีอยู่วันหนึ่งมีเด็กรุ่นน้องฝูงหนึ่ง
มานั่งกินเหล้าคุยกันเรื่องจีบสาว
ว่าทำไมพวกพี่ๆถึงมีแฟนเด็กกว่าหลายปี
ข้ามรุ่นจะครบรอบอยู่แล้ว เพื่อนผมคนหนึ่งเลยบอกว่าพวกพี่ใช้
"ฟอร์มหมาแก่" ในการจีบสาว เท่านั้นแหละ
เป็นได้ฟังเรื่องฮาตูมจากประสบการณ์ พวกเราพี่ๆแต่ละคน
ผมเลยขอคาบ เอ๊ย!
เก็บมาเล่าให้ฟังกันพอสนุกปากเรื่องวิธีใช้ฟอร์มหมาแก่จีบสาวดังนี้


พี่หมาแก่ใจกล้า อยากรู้จักก็เข้าไปหาตรงๆเลย ไม่ต้องอ้อมค้อม
วางฟอร์ม มองกันไปมองกันมา จนผู้หญิงเค้ารำคาญ
"พวกหนุ่มๆเนี่ยะ
ตกลงจะต้องให้ฉันต้องเข้าไปคุยกับเธอก่อนหรือไงย่ะ".......
โถเราต้องเข้าใจสาวไทยที่เรียบร้อย
ไม่กล้าแสดงออกซึ่งเป็นเรื่องที่ดีงาม
แล้วเวลาจะเริ่มพูดเริ่มคุยทำความรู้จักกับคุณสาวๆ
ก็เป็นให้แบบพี่สอนน้อง หรือเรื่องการงาน
คุณสาวๆส่วนมากก็ชอบให้มีคนมาชื่นชม สนใจ
แต่อย่าได้มาตามตื้อตามหลีเชียวน๊ะน่ารำคาญตายเลย.......
พี่ๆหมาแก่ทั้งหลายก็ช่างเข้าอกเข้าใจ
(ความจริงต้องเรียกว่ารู้ทาง แหะๆ) .......
จีบสาวต้องใจเย็นเข้าไว้ "เส้นอดทนต้องลึก"
ฝึกเข้าไปจนชาด้านมึนตึบไปเลย ......
เด็กหนุ่มๆรุ่นเดียวกันมารุมตามรับ ตามจีบ ตามหึง คุณสาวๆ
กันให้วุ่นวาย พี่หมาแก่เค้าอยู่เฉยๆ ฟอร์มนิ่ง แล้วพูดว่า
"ไม่เป็นไร ไปคุยเล่นกับเพื่อนเถอะ พี่เข้าใจ"
ก็แหมคุณสาวๆทุกคนก็อยากมีใครมาชอบมาจีบ
แถมพี่หมาแก่เค้าก็ไม่มาตามตื้อ ตามหึงกวนใจ สอนแต่ว่า
"หนูยังเด็กต้องเจออะไรอีกเยอะ ดูแลตัวเองดีๆ
มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอก" พี่หมาแก่ดูช่างใจดี ตามใจ
คอยดูอยู่ห่างๆ คุณสาวๆ ก็จะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย
ไม่วิ่งตามเกะกะพันแข้งพันขา
เรียกร้องขอความรักเหมือนคุณหมาหนุ่ม หมาเด็กๆ ให้หงุดหงิด

พี่หมาแก่พึ่งได้ ประสบการณ์เยอะ ดูแลทำหน้าที่ไม่ค่อยบกพร่อง
ก็แหมรู้อยู่แล้ว คุณสาวๆชอบอะไร อยากได้อะไรปุ๊บ
พี่แกวิ่งไปคาบมาทันที เชื่องจังน๊ะ คุณหมาเด็กๆนั้น
เอาแต่นอนบ้างเล่นบ้างไปตามเรื่อง ก็แหมโลกนี้มันช่างกว้างใหญ่
ยังเรียนรู้ไม่หมดซะที
ชอบหายไปหาความสุขส่วนตัวกับเพื่อนๆเป็นประจำ ลืมบ้าง
ทิ้งขว้างคุณสาวๆบ้าง เป็นซะอย่างนี้ ครายจะไปทน
เป็นหมาแก่ไม่อดตาย อุแหม ก็จะไปอดตายได้อย่าไรล่ะครับ ประตู
ตรอก ซอกซอย ที่กินที่นอน ก็รู้จักไปซะหมด
จะไปจะมาก็แบบนุ่มๆเงียบๆ

หมาหนุ่มหรือหมาเด็กบางตัวถึงจะแก่แดดเที่ยวเก่ง รู้จักที่ทาง
แต่ก็มักพลาด เผลอไปไล่กัดไล่งับ อึฉี่ มีเรื่องไปซะทุกที
เดี๋ยวก็มีเรื่องปวดหัวตามมา จะทำอะไรต้องระวัง
หัดสร้างระบบสัญญาณ เตือนภัยประจำตัวไว้ "ไม่รู้เขารู้เรา
แล้วเขาจะอยากให้เราดูแลได้อย่างไร"
ต้องวางตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีที่น่าเชื่อถือ
คุณสาวๆก็จะแพ้ทางไปเอง ด้วยความที่ คุณเธอก็แหม อารมณ์ปรวนแปร
ยากที่จะเข้าใจ จนบางทีทำอะไรออกไป ต้องกลับมานึก
"ฉันทำเกินไปรึเปล่าเนี่ยะ" ตังเองยังงงเองเลย
พี่หมาแก่ต้องเป็นผู้นำทาง สอนได้ แนะนำได้
แล้วเวลาคุยเรื่องงานการกับเพื่อนหน่ะ คุยเข้าไปเถอะ
ถึงเธอจะไม่รู้เรื่อง เบื่อแสนเบื่อ แต่เธอก็จะท่องในใจว่า
"ฉันเข้าใจพี่ (ว่าแต่ว่าคุยเรื่องอะไรกันย่ะเนี่ยะ)"
เธอก็จะให้เกียรติไม่ค่อยอยากเข้ามากวนใจ แถมยังรักเรามากขึ้น
เพราะคุณสาวๆ เธอชอบอะไรที่คล้ายๆตัวเธอเองอยู่แล้ว
คืออะไรที่เข้าใจยากนั่นแหละ

ว่าแล้วคุณหนุ่มๆก็ไปลองฝึกกันดูเอาแล้วกัน
แหมก็โลกนี้ขาดผู้หญิงได้อย่างไร
มีใครคนหนึ่งเคยกล่าวไว้น่าฟังเชียวว่า "ความปรารถนาของผู้หญิง
คือความต้องการของพระเจ้า" อ่านเจอตอนแรกๆอึ้งไปเลย
แต่ก็จริงของเค้า ส่วนผมนั้นถือคติยึดมั่นประจำใจเสมอมาว่า
"นารีนำไทย ชาติไทยเจริญ" ไม่ได้กลัวนะครับแต่เกรงใจหน่ะ
ยอมๆเค้าไปเถอะ นึกถึงเวลาเค้าออดอ้อนน่ารัก แล้วหายเหนื่อย
วันหน้าวันหลังจะหาเรื่องสนุกๆ ก้นขวดมาเขียนให้อ่านอีก
ขอให้โชคดีนะครับ.......

อ่านแล้วชักอยากมีหมาแก่เป็นของตัวเองแฮะ..

แล้วไว้พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ >_</