2005/Mar/06

ดองบล็อคไปสี่วันเต็มๆ แววขี้เกียจเริ่มออกแล้วไงนั่น...

วันนี้มารีวิวหนังสือกันดีกว่านะ พอดีวันศุกร์เราพอจะมีเวลา ก็เลยฉวยโอกาสไปตะแหล๋นตะแหลข้างนอกซะหน่อย หุหุ

เป้าหมายคือเดอะมอลล์บางกะปิ ห่างจากบ้านไปประมาณ 4 ป้ายรถเมล์เท่านั้น ไปไกลเกินกว่านั้นแล้วจะหลง เหนื่อย เบื่อรถติด

พอดีช่วงนี้ร้านนายอินทร์กำลังเปิดโปรโมชั่นพิเศษอยู่พอดี สอบถามมั่นใจแล้วว่างานหนังสือก็จะไม่ลดไปมากกว่านี้ ดี เสร็จตู จะได้แบ่งเบาภาระการแบกจากงานหนังสือมาบ้าง เย้ ~

ก็ได้หนังสือมาดังที่เห็นนี่ล่ะจ้า

1. เกมลูกแก้ว ผลงานของเฮอร์มาน เฮสเส หนังสือหนาปึ้กขนาด 700 กว่าหน้าลดเหลือ 188 บาท ดีใจโคตร เราเคยยืมมาอ่านจากห้องสมุดแล้วอ่านไม่จบ คือ.. มันอ่านแล้วหลับน่ะ สนุกน่ะสนุก แต่มันยาว... หนังสือที่เฮสเสเขียนอย่าง บทเรียน หรือนาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนก็เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น อ่านแล้วให้ความรู้สึกถึงความเหนือชั้นของผู้เขียนและคนแปล ( อ.สดใส ) ไว้มีเวลาลองหามาอ่านกันดูเน่อ

2. นิยายข้างจอ วินทร์ เลียววาริณ คงไม่ต้องแนะนำอะไรกันมาก สำหรับนักเขียนคนนี้ เขียนอะไรมาก็สนุก ยิ่งเล่มนี้แล้วคนดูหนังกับคนชอบนิยายจีนยิ่งน่าไปหามาอ่าน

3. ชุดเทลส์ ออฟ ดิ โอโตริ [ เหยียบถิ่นพยัคฆ์, วิหคหลงรัง, จันทร์กระจ่างฟ้า ] เป็นเรื่องของสงครามซามูไรและนินจาในยุคศักดินาของญี่ปุ่น แต่ฝรั่งเป็นคนเขียน ได้ยินคำร่ำลือมานานแล้วว่าสนุก ได้โอกาสสอยมาซักที แต่คงอีกนานกว่าจะมีเวลาอ่าน.. เฮ่อ.. ว่าแต่หน้าปกแต่ละเล่มสวยมากๆ เลยแฮะ พอเอามาเรียงกันบนชั้นหนังสือแล้วดูดีจริงๆ ช้อบชอบ ~

4. ปราสาทกระต่ายจันทร์ เล่มนี้สารภาพว่าไม่ได้ซื้อ แบบว่าซื้อครบ 600 แล้วเค้าจะแถมหนังสือเล่มนึง เลยเลือกเล่มนี้มา เห็นว่าได้รางวัลวรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยมด้วยนิ

5. กระทู้ดอกทอง ทั้งหน้าปกและชื่อหนังสือดูจะโดดเด่นกระชากความสนใจที่สุด เนื้อหาด้านในก็รุนแรงสมชื่อ คำ ผกา ผู้เขียน ถ้าตามข่าววงการเขียนจะรู้ว่าเธอเป็นนักเขียนหญิงเฟมินิสต์ที่มักจะลุกขึ้นทำอะไรให้ผู้คนฮือฮากันเป็นประจำ อย่างลุกขึ้นมาถ่ายภาพโป๊ลงนิตยสาร GM หรือยอมรับว่าตัวเอง "เอาผัวชาวบ้าน" และ "ดอกทอง" ( ก็อบมาจากในหนังสือนะ... ) อื้ม.... ชีวิตใครชีวิตมันน่า

หนังสือเล่มนี้เป็นการวิจารณ์นวนิยายไทยและนางเอกที่เราคุ้นๆ กันอยู่ เพียงแต่เอามาสับซะไม่เหลือดี อย่างคุณหญิงกีรติ จากเรื่องข้างหลังภาพที่เราคุ้นเคยกับภาพพจน์อันแสนจะสง่างามของคุณหญิง เธอก็กัดซะจนกลายเป็นว่าคุณหญิงเป็น "ไก่แก่"

"น่าเสียดายที่นพพรถอดรหัสไก่แก่อย่างคุณหญิงไม่ออก คุณหญิงเลยคงความงาม ความดี ความสูงส่งเอาไว้ได้ ถ้านพพรฉลาดกว่านี้อีกนิดเดียว คุณหญิงจะกลายเป็นหญิงคบชู้หลายใจมักมากในกามารมณ์ไปในทันที ข้างหลังภาพมิตาเกะคงคาวคลุ้ง"

( จากหนังสือ "กระทู้ดอกทอง" หน้า 39 )

อันนี้แล้วแต่คนจะตีความแฮะ ที่แน่ๆ ถ้าศรีบูรพาผู้แต่งฟื้นกลับมาอ่านเจออาจช็อคจนลงหลุมไปอีกรอบ... ภาพมิตาเกะอันหอมหวานโรแมนติกแปดเปื้อนคราบคาวไปซะแล้ว..โถๆๆ

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส รู้ไหมว่า คำด่าว่า "ดอกทอง" มีที่มายังไง ?

อย่าหาว่าหยาบคายเลยนะ ที่คุยเรื่องนี้ คำก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมา พอได้ยินเสียงกระทบใจก็ตีความหมาย แล้วเกิดเป็นอารมณ์ตามแต่จะรู้สึกกันไป ใจสงบเสียอย่างก็ปลงได้ เรามาลองคุยถึงๆ คำนี้ ในฐานะเป็นคำที่มีที่มาก็แล้วกัน

คำว่า "ดอกทอง" เป็นคำหยาบ ใช้ด่าว่าผู้หญิงที่มีพฤติกรรมสำส่อน นอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้า แต่ถ้าผู้ชายทำพฤติกรรมแบบเดียวกันมักได้คำชมว่า "ชายชาตรี" "ขุนแผน" ไหงงั้นว่า.. อื้ม ช่างเถอะ เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นของเราในวันนี้

คำด่านี่ ถือว่าเก่ามากกกกกที่สุดคำหนึ่งที่เราเคยรู้จักกันมา เพราะมีหลักฐานอยู่ใน "กฎหมายตราสามดวง" ด้วย

หลักฐานของคำด่านี้ อยู่ใน "พระไอยการลักษณวิวาทด่าตีกัน"
ซึ่งเป็นกฎหมายเก่า ตราขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว
มีระบุไว้ชัดเจนถึงคำด่าต่างๆ
ที่มีโทษปรับไหม....หนึ่งในนั้นก็คือ "อีดอกทอง"

ส่วนที่มาอีกแห่งหนึ่ง เล่ากันว่า คำว่า "Golden Flower" นี้ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

เมื่อวันหนึ่งท่านเสด็จฯไปประทับ ณ จังหวัดๆหนึ่ง โดยมีองครักษ์ตามเสด็จไปด้วยมากมาย
ห่างจากสถานที่ที่ท่านประทับไปไม่ไกล มีบ้านของหญิงสาวงามเมืองคนหนึ่ง ที่หน้าบ้านปลูกต้น ทองกวาวไว้เด่นเป็นสง่า
เหล่าองครักษ์ล้วนไม่เป็นอันทำอะไร วันๆก็เอาแต่ขลุกอยู่ที่บ้านหลังนั้น
จนวันหนึ่งมีคนทูลถามท่านว่า "องครักษ์หายไปไหนหมดพะย่ะค่ะ"
ท่านเองก็หงุดหงิดอยู่เหมือนกัน เพราะว่าพวกองครักษ์ปล่อยท่านไว้โดยไม่มาอารักขา ท่านจึงพูดออกไปว่า "ก็ไปขลุกอยู่ที่บ้าน 'อีดอกทองกวาว' น่ะสิ!!!"

นับจากนั้นข้าราชบริพารก็พากันใช้คำว่า "อีดอกทองกวาว"
อย่างแพร่หลายในความหมายที่เรียกผู้หญิงซึ่งดึงดูดผู้ชายจำนวนมากให้เข้าไปใกล้ชิดสนิทสนม ( จนเกินงาม )

เวลาผ่านไปคำว่า 'อีดอกทองกวาว" ก็ถูกกร่อนเสียงลงเหลือแค่
"อีดอกทอง" และเหลือแค่ "อีดอกกกกกก" ในที่สุด

ส่วนที่มาอีกที่หนึ่ง เล่ากันว่า คำว่า ดอกทองนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว
โดยในภาษาจีนออกเสียงว่า หลกโท๊ง มีความหมายว่า หญิงที่ประพฤติตัวสำส่อน
คนแต้จิ๋ว ใช้คำนี้บ่อยๆในไทย คนไทยจึงเรียนรู้ที่จะใช้บ้าง
แต่เพี้ยนมาเป็นเสียงที่เรียกง่ายและคุ้นหูคือ ดอกทอง

ยังมีอีกที่มาหนึ่ง เขาว่า ตามกฎหมายตราสามดวง
หญิงใดคบชู้สู่ชายถ้าจับได้เป็นผิดจริงให้นำขึ้นเกวียน
เอาแหลนปะหน้า เอาดอกไม้ทองทัดหู ( ดอกไม้ที่ทำเป็นสีทอง ) แล้วแห่ประจานรอบเมือง
ให้ชาวพาราฯดูเป็นเยี่ยงอย่าง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็จะด่าว่าร้องประจานว่า อีดอกทอง

~ รับประทานวิสัจฉนามา ก็เอามาสาธยาย เป็นอันเอวังลงด้วยประการฉนี้แล ~

ปล. เขียน blog สั้นๆ เป็นบ้างไหมเนี่ย ชักรำคาญตัวเองแล้วนะ แต่ละอัน... เริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ -_-"

แก้ไขเมื่อ 6/3/2548 23:40:26

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โอ้...ไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าคำด่าคำนี้จะมีที่มาแบบนี้

/me กลับไปเป็น "อีเกราะทอง" ต่อไป - -
#1  by  Aisa ประธานสภาถั่วฯ At 2005-03-06 23:50, 
ไม่ค่อยชอบหนังสือชื่อแรงๆพวกพวกนี้เลยจริงๆ
ยิ่งพวกที่นักเขียนทำตัวเด่นแล้วยิ่งประหลาด
แต่เรา ควรตัดสินงานเค้าจากผลงานทีออกมาสินะ
แต่เท่าที่อ่าน "ผู้ชายเลวกว่าหมา"
ก็รู้สึกว่า สมัยนี้คนที่เป็นนักเขียนที่หนังสือขายดีหรือดังได้ไม่ใช่เรื่องของฝีมือการเขียนแล้ว
อะไรแสบๆคันๆดูจะมีคนชอบไปเสียหมด ^ ^

Blog ยาวๆดีแล้ว ผมชอบเข้ามาอ่าน Blog เล่น
#2  by  smdm (61.90.43.211) At 2005-03-07 05:00, 
ตั้งชื่อให้มันแรงๆไว้จะได้เตะตาคนมันการตลาดน่ะลุงดึม
เจ๊มีเวลาว่างเยอะจัง ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเลยเล่นแต่เทคเคน :P
#3  by  Ont (203.155.221.253) At 2005-03-07 09:49, 
ว่าจะซื้ออยูเหมือนกันฮะ เกมลูกแก้ว ปรากฏว่าไปอีกที (ที่เดิมหน่ะนะ) มันหมดแล้วอ่ะ สงสัยต้องไปตามเอาสาขาอื่น T^T

ผมก็ชอบนะบล็อคยาวๆ อ่านไปเรื่อยๆ สนุกดี :D
#4  by  gsawa (202.90.117.20) At 2005-03-07 12:09, 
อืม...ไม่รู้ประวัติเกี่ยวกับเรื่อง golden flower มาก่อนเลย
รู้แต่แม่ว่าเคยบอกว่าเป็นคำด่าที่แรงมาก แล้วในหัวเราก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่ามันหยาบตรงไหนหว่า?? ฟังออกจะไพเราะ - -"?

อยากอ่าน เทลส์ ออฟ ดิ โอโตริ เหมือนกัน ความจริงเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ พวกวรรณกรรมหรืออะไรที่มันมีสาระก็ชอบมาก แต่ไม่ค่อยจะได้ซื้อได้อ่านเลย เพราะ...มันแพง...แหะๆ - -"
#5  by  piggy417 (202.133.132.240) At 2005-03-07 15:34, 
อืมม์ เห็นด้วยกับ smdm นะ ( จะกลับเข้ามาอ่านไหมนี่ ) พักนี้หนังสือที่ติดอันดับก็จะเป็นพวก หักหลังผู้ชาย ชีวิตกระเทย ผัวเป็นเกย์ โคเรียนเลิฟ รักใสๆ ใส่น้ำหวาน อะไรเทือกๆ นี้ซะมากอ่ะ

จะพูดอะไรก็คงไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่ากระแสมันแรงน่ะ ตลาดใหญ่มาแนวนี้ สนพ.ก็ว่ากันไปตามนั้น แทนที่หนังสือจะขายตัวเอง กลายเป็นตัวคนเขียนขายหนังสือน่ะ

เอื้อยจ๋า ไว้วันหลังมายืมอ่านได้เน่อ หุๆๆ แลกกันๆ ไว้ไปขอยืมเกมเล่นมั่ง - -+
#6  by  draco (203.185.132.120) At 2005-03-07 18:43, 
ฮือๆ เด็กเตรียมเอนท์เรียนตั้งกะแปดโมงยันสองทุ่ม ไม่มีเวลาว่างอ่านนิยายกะเค้าบ้างเลยง่า
ปล. อยากอ่านเทลส์ออฟดิโอโตริแฮะ- -"
#7  by  landoa (61.91.79.93) At 2005-03-07 21:51, 
บลอคยาว แต่ยาวอย่างมีคุณค่าและได้สาระนะคะนี่ *o*
ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือแบบนี้เลยแฮะ แหะๆๆ อ่านแต่การ์ตูน... =w=;
#8  by  ┼ SY┼ At 2005-03-08 17:15, 
อ่ะ พี่จ๊อบมีบล็อคล่วย ขอลิงค์ก๊า
#9  by  MEISANMUI™ At 2005-03-08 20:26, 
อึ้งกิมกี่....
#10  by  Masaki (61.91.248.28) At 2005-03-08 20:54, 
เป็นว่านชนิดหนึ่ง มีกลิ่นคาว และกลิ่นทำให้กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ดอกมีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศเด็กชาย ลักษณะต้นอยู่ในพวกตระกูลขิงข่า ราคาแพง หายาก นิยมปลูกเพื่อเรียกลูกค้า ในการค้าขาย ถือเป็นสิ่งมงคล แต่อีกตำราที่เคยอ่าน เป็นสิ่งอัปมงคลห้ามปลูกในบ้าน (ไม่รู้จะเชื่อตำราไหนดี) (เพิ่งอ่านและดูรูปมาหมาด ๆ แต่จำเวปไม่ได้)
#11  by  - (61.90.115.18) At 2005-05-02 00:54, 
ดอกทองก็ดีก็ชนะอีดอกเงินกับอีดอกทองแดงก็ยังเป็น 1 อยู่555
#12  by  สาว (61.90.173.42) At 2006-05-02 19:16, 
เว็บทีวีออนไลน์ พึ่งไปเจอมาค่ะลองเข้าไปดูกันนะค่ะรับลองว่าไม่ผิดหวังค่ะ http://www.thethaitv.com
#13  by  ann (222.123.171.147) At 2007-08-01 22:14, 
#15  by  ดอ (203.148.249.158) At 2008-02-20 11:29, 
ป้นบ้าวนร มทรกต
angry smile question
#17  by  เสิ่ใอสอ (58.10.65.154) At 2008-06-19 19:29, 

<< Home


ShoutMix chat widget