ไม่ได้อัพ blog มานานแสนนาน... อยากจะมาบอกว่ามันยังไม่ร้างน้อ อย่าเพิ่งด่วนใจทอดทิ้งกันไป
ไม่บ่นเรื่องงานแล้ว บ่นไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยซักนิด ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีหมดซักทีเฟ้ย T^T
วันนี้ขออนุญาตยกบางส่วนจากบทความดีๆ มาให้อ่านกันนะ
--- --- --- หมาหมอบ --- --- ---
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
คัดลอกมาจาก มติชนรายวัน - วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28
ฉบับที่ 9878
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php?s_tag=01fun03270348&show=1§ionid=0140&day=2005/03/27
--- --- --- --- --- --- --- --- --- ---
วันนี้ ผมมีการทดลองอันหนึ่งจะเล่าให้ฟังครับ
การทดลองนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2500 ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
ประเทศสหรัฐ ฝรั่งที่ทำการทดลองครั้งนี้มีสองคน ชื่อ มาร์ติน
เซลิกแมน กับ เอส เอฟ เมเยอร์
จุดมุ่งหมายของเขาในการทดลองครั้งนี้ก็คือ
เขาต้องการรู้ว่าสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์หรือสัตว์ที่คล้ายๆ
กันนั้นจะรู้สึกอย่างไรกับความเจ็บปวดที่มีอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
พวกเขาเริ่มอย่างนี้ครับ พวกเขาหาสุนัขมาฝูงหนึ่ง สายพันธุ์ต่างๆ
กันไปตามแต่จะหาได้ แล้วก็ขังพวกมันไว้ในกรงเหล็ก
จากนั้นก็เริ่มกระตุ้นพวกมันด้วยกระแสไฟฟ้า
พูดแบบชาวบ้านก็ต้องบอกว่า เอาหมามาใส่กรงแล้วก็ช็อร์ตไฟ
เกิดอะไรขึ้น เดาไม่ยากใช่ไหมครับ
เห่าหอนกันระงมแน่นอน สุนัขไม่ว่าพันธุ์ไหนก็ปากเปราะทั้งนั้น
ตัวที่แข็งแรงหน่อยก็พยายามตะกายกรงเพื่อจะหาทางออก ส่วนตัวเล็กๆ
ก็วิ่งวนไปมา
เมื่อเห็นดังนั้นมาร์ตินกับเมเยอร์ก็ช็อร์ตไฟซ้ำเข้าไปอีก
ช็อร์ตอีกมันเห่าอีก วุ่นวายไปทั้งกรงล่ะครับ
พวกเขาทำอย่างนี้อยู่เกือบสิบครั้งต่อวัน
แปลว่าอะไร
พูดให้เป็นวิชาการก็ต้องแปลว่าเพื่อการทดลองที่ได้ผล
เขาใช้เวลากักตัวสุนัขเพื่อกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้ามากกว่าหนึ่งวัน
แล้วก็กระตุ้นมันอย่างนั้นทุกๆ วัน
ท่านผู้อ่านที่เป็นคนรักหมาอ่านแล้วคงอยากชกหน้าอีตามาร์ตินกับอีตาเมเยอร์เต็มแก่แล้วใช่ไหมครับ
วันหลังๆ ที่พวกเขาปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่กรงสุนัขนี่
พวกสุนัขเริ่มไม่เห่าแล้ว ส่วนใหญ่จะหมอบนิ่งๆ ให้กระแสไฟฟ้าดูด
มีบางตัวที่อาจจะร้องครางหงิงๆ ด้วยความกลัว
แต่ไม่มีตัวไหนเลยที่พยายามจะตะเกียกตะกายหาทางออก
จากนั้นคุณเมเยอร์กับคุณมาร์ตินก็ดำเนินการทดลองขั้นต่อไป
ด้วยการย้ายสุนัขทุกตัวไปอยู่ในกรงใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
กรงใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่ากรงแรกหลายเท่าทีเดียว
แต่ไม่ว่าจะใหญ่กว่าอย่างไร
พวกเขาก็กะว่าจะยังคงปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านเข้าไปในกรงอีก
"อย่างน้อยมันก็จะได้มีที่วิ่งหนีวิ่งหลบกระแสไฟฟ้าที่ไปไม่ทั่วทั้งกรงบ้าง"
สองสหายผู้ทำการทดลองคงคิดอย่างนั้น
ท่านผู้อ่านล่ะครับคิดอย่างพวกเขาไหม
ทันทีที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไป เกิดอะไรขึ้นละครับที่นี้
พวกมันหมอบนิ่งๆ
ไม่ว่าจะปล่อยอีกสักกี่ทีพวกมันก็หมอบนิ่งๆ เหมือนยอมรับชะตากรรม
การทดลองยังคงทำต่อไปด้วยการย้ายไปอยู่กรงที่ใหญ่ขึ้นๆ
และก็ช็อร์ตไฟอย่างเดิม และไม่ว่าจะย้ายกรงไปอีกกี่ครั้ง
พวกสุนัขที่ถูกทดลองก็ยังคงหมอบนิ่งๆ
มาร์ตินกับเมเยอร์สรุปว่า สัตว์ไม่ว่าชนิดไหนๆ
ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ เมื่อถูกความเจ็บปวดตอกย้ำ ซ้ำๆ หลายๆ หน
มันจะทำให้เกิดความชาชินกับความทุกข์จนไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเองได้
แล้วในที่สุดสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะเลิกมีความหวังกับชีวิต
ฟังแล้วก็น่าเชื่อนะครับ เพราะเราก็เห็นผู้คนหลายๆ คนที่อยู่รอบๆ
ตัวเราเป็นอย่างนั้น หลายคนยอมแพ้ต่อชะตากรรม
หลายคนอยู่ไปแบบซังกะตาย
แต่สิ่งมีชีวิตไม่ใช่ไฟล์อะไรสักไฟล์ที่ถูกก๊อบปี้มานี่ครับจะได้เหมือนกันหมด
วิกเตอร์ ฟรังเกล คนหนึ่งล่ะที่ไม่เป็นอย่างนั้น
เขาเป็นจิตแพทย์ที่อาศัยอยู่ในกรุงเวียนนาช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเฉกเช่นแพทย์ทั่วไป
แต่ทันทีที่สงครามเริ่มต้น เขาก็ถูกจับด้วยมีเชื้อชาติเป็นยิว
วิกเตอร์ได้เขียนไว้ในหนังสือ Man"s Search For Meaning
ข้อความหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เขียนเอาไว้ดีเหลือเกินครับ
"แม้จะมีคนตายเป็นล้านๆ แต่สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่
พวกเราต้องคิดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งว่า
เราต้องรอดเพื่อไปทำสิ่งดีๆ เราต้องรอดไปทำสิ่งสำคัญๆ
ที่รอเราอยู่"
--- --- --- --- --- --- --- --- --- ---
อ่านแล้วคิดยังไงกันบ้าง ? ขอย้ำอีกรอบนะว่าเรายกบทความมาแค่บางส่วน ตัวเต็มๆ หาอ่านได้จาก link ด้านบนเลยนะ
เราชอบคุณประภาสมาก ช่างเเป็นคนฉลาดที่มองโลกในแง่งาม โดยยึดติดกับความเป็นจริง แล้วก็เขียนอะไรได้น่าอ่านเหลือเกิน ตอนนี้หนังสือเรื่อง "คุยกับประภาส" ก็ออกรวมเล่มมาได้ 6 เล่มแล้วนะ ( คิดว่า ) ลองไปหาซื้ออ่านกันดู อ่านแล้วจะได้ข้อคิดดีๆ มุมมองที่เคยตีบเป็นมุมแหลม 45 องศาก็กว้างขึ้นเป็นเส้นระนาบ 180 องศา หวังว่าจะปรับให้ได้ถึง 360 องศาบ้าง
--- --- --- --- --- --- --- --- --- ---
คงเห็นกันแล้วน้าว่าเราเปลี่ยนธีมใหม่ ( ก็อันเก่าหายหมด.. ) คอนเซ็ปต์ธีมในคราวนี้คือท้องฟ้าสดใสของยามฤดูร้อน ( ชิบ.. ) แต่เปลี่ยนใหม่ไม่ทันไรฝนก็ตกโครมๆ เป็นฟ้ารั่ว ประชดชีวิตชมัด
ว่าแล้วก็ต้องให้เครดิตสินะ เราเอาวัตถุดิบมาจากเวบนี้จ้าhttp://gfcafe.pekori.jp/n_gfcafe/n_gphicsg/cafeent.html ใครจะหาวัตถุดิบแต่ง blog ก็ลองเข้าไปค้นๆ ดูนะ โดยส่วนตัวแล้วเราชอบมาก กะว่าถ้าหัว blog สวยๆ ได้แล้วจะลองเปลี่ยนธีมเป็นมืดมนดูมั่ง
--- --- --- --- --- --- --- --- --- ---
ต่อไป เป็นเรื่องที่อยากพูดถึงมาตั้งนานแล้ว นั่นก็คือ
"Kamen Rider Hibiki"
จะพูดถึงตั้งแต่ตอนแรก นี่ปาเข้าไปสิบตอนแล้ว เอ๊อะ เอาวะ ดีกว่าลืมกันไปเลย
เป็นคาเมนไรเดอร์ที่เหมาะแก่ผู้ที่มีดนตรีในหัวใจ เพราะไรเดอร์ภาคนี้ใช้เครื่องดนตรีปราบสัตว์ประหลาด !?
โดยรวมๆ แล้วไรเดอร์ภาคนี้ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งเนื้อหา ดีไซน์ และคอนเซปต์ คือดูๆ ไปแล้วอยากจะถามว่าเมิงเป็นไรเดอร์จริงเปล่าวะ ? แต่ก็โอเคนะ หลวมตัวมาแล้วก็ต้องติดตามกันต่อไป

คุณฮิบิกิ พระเอกของภาคนี้ แก่ผิดพระเอกไรเดอร์ทั่วไป ( สามสิบฝ่าๆ แล้วนา ) สามารถแปลงเป็นอสูรฮิบิกิ โดยใช้ส้อมเสียง.. ส่วนอาวุธที่ใช้ต่อกรกับสัตว์ประหลาดก็คือไม้กลอง...

แปลงร่างแล้วเป็นแบบนี้
พร้อมดิสค์แอนิมอลที่ใช้ปล่อยไปตามหาสัตว์ประหลาดได้

โดยพื้นๆ ก็มีอยู่ 3 แบบ เหยี่ยว หมา ลิง ( สังเกตว่าจะเป็นสัตว์ที่ออกมาในนิทานญี่ปุ่นเรื่องเด็กชายลูกท้อโมโมทาโร่ ) หลังจากนั้นก็มีโผล่มาอีกเป็นระลอก งู ลิง ฯลฯ แต่ทุกแบบก็เป็นสัตว์ที่ปรากฎตัวในนิทานญี่ปุ่นทั้งนั้น ไม่งั้นต่อไปคงมีแพนด้าออกมาแล้วมั้ง
แอบนินทาหน่อยเหอะ ไอ้ดิสค์แอนิมอลเนี่ย ตอนแรกเห็นแต่ภาพนึกว่าจะแบบ.. ใช้ออกมาเป็นตัวใหญ่ๆ ช่วยต่อกรกับศัตรู ที่ไหนได้.. ตัวเท่าเมการัตต้า เอาตีนเขี่ยหยอกๆ ก็กระเด็น ฮ่วย... แถมเป็นแมสต์โปรดัคส์อีก ใช้กันที 20- 30 แผ่น พวกไรเดอร์มีโรงงานปั๊มแผ่น ( เถื่อน ) เองแหงๆ
พอเริ่มเข้าตอนที่ 7 ก็มีไรเดอร์เพื่อนพระเอกโผล่ออกมาอีกคน

นามของเขาคือ อิบุกิ อสูรแห่งลม ใช้ทรัมเป็ตเป็นอาวุธ จะใช้ยิงใช้เป่าก็ได้ สะดวกจัง เอิงเอย
แถมหมอนี่ยังมีลูกศิษย์เป็นเด็กผู้หญิงม. 4 หน้าตาน่ารักเดินตามต้อยๆ อีกต่างหาก หลอกเด็ก ! หลอกเด็ก !
ส่วนฝ่ายศัตรูของพระเอก ก็คือสัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น ชื่อก็ญี่ปุ่น ไรเดอร์ชาตินิยมชัดๆ
จะลองยกตัวอย่างมาให้ดูซักตัวนึง

สดๆ ร้อนๆ จากตอน 10 เจ๋งไหมล่ะ.. เต่าไอพ่น... แปลง่วงๆ เบลอๆ อยู่ พอไอ้นี่ออกมาเหวอไปเรย ตาสว่าง คิดได้ไงวะ...
เล่าลือกันว่าภาคนี้จะมีไรเดอร์ออกมาถึง 11 ตน จากตารางงาน ( ? ) ที่ตัวละครถือไว้ในช็อตหนึ่ง มีคนตาไวแค็ปมาแล้วไล่ชื่อให้ด้วย แต่ไม่ขอเอามาลงนะ ภาพมันใหญ่ ขี้เกียจ
แต่จริงๆ จะพูดให้ถูกก็คือ ตอนนี้ มีไรเดอร์ "อย่างน้อย" 11 คนแล้วต่างหาก เพราะเราก็แอบเห็นในตารางงานนั่นเหมือนกัน ว่ามันระบุไว้ที่หัวว่า "ในแถบคันโต"
ก็แปลว่าภาคอื่นๆ อย่างภาคเหนือ ภาคตะวันออก ต้องมีไรเดอร์ประจำอยู่อีกเพียบแน่ ชัวร์ๆ
คอมเมนต์ส่วนตัว
ขอพูดย้ำอีกครั้งว่านี่คือไรเดอร์ชาตินิยม จากทั้งคอนเซปต์ชื่ออสูร สัตว์ประหลาด และอื่นๆ ขนาดบ้านพระเอกยังเป็นร้านขนมญี่ปุ่นเลย แถมตั้งอยู่กลางตลาดอีก โคตรอนุรักษ์นิยม แถมยังน่าสงสัยว่าเบื้องหลังได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นหรือเปล่า เล่นให้พวกพระเอกต้องเดินทางไปปราบสัตว์ประหลาดทั่วญี่ปุ่น แถมให้ตัวละครถือหนังสือ "นำเที่ยวอิบารากิ" อีกตะหาก โปรโมตกันซะขนาดนี้แล้วจะให้คิดว่าไง ฮึ
แล้วก็... นี่อาจจะเป็นไรเดอร์ภาคแรก ( ? ) ที่พระเอกไม่ขับมอไซค์ หรือยานพาหนะใดๆ เพราะพี่แกขับรถได้ห่วยสุดๆ ขับมอไซค์ ( ของคนอื่น ) ได้ แต่ดันเบรคไม่เป็น ใช้วิธีพุ่งตัวลงแล้วปล่อยให้มอไซค์วิ่งหน้าเริ่ดไปจิ้มกองขยะซะงั้น ให้มันได้แบบนี้สิไรเดอร์...
-- จบเหอะ เอางานมานินทาชัดๆ --
edit @ 2005/04/05 20:24:10