2005/Jul/31

อยากกรีดร้องดังๆ ว่างานเยอะชิบหายเล้ย ~~~~

อย่ากระนั้นเลย เล่นง่าย เอาของเก่ามาหากินดีกว่า blog วันนี้ว่าด้วยเรื่องผีญี่ปุ่น เป็นบทความที่เคยเขียนลงนิตยสารอนิเมที่เจ๊งถล่มทลายวายวอดไปแล้วฉบับหนึ่ง ( ไม่ค่อยจะแช่งเล้ย... ) ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอามาลง blog ละกัน เผื่อยังมีใครไม่ได้อ่านเนอะ ^^/

---------------------------

จุดเทียนร้อยเล่มในห้องมืดท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงัด แต่ละคนนั่งล้อมรอบเป็นวงกลมเล่าเรื่องสยองขวัญ

เมื่อเล่าเรื่องจบหนึ่งเรื่อง ให้ดับเทียนลงเล่มหนึ่ง ยามที่เรื่องสยองขวัญเรื่องที่ร้อยจบลง เทียนเล่มสุดท้ายดับลง

ภูติผีวิญญาณที่ปรากฎอยู่ในเรื่องเล่าทั้งร้อยเรื่องก็จะปรากฎตัวออกมา.....

บทนำข้างต้นคือการทดสอบความกล้าเรียกว่า Hyaku Monogatari ( ร้อยเรื่องเล่า ) ที่เล่นกันมาตั้งแต่สมัยโบราณในญี่ปุ่น สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว เขาจะนิยมเล่าเรื่องผีๆ กันในฤดูร้อน นัยว่าฟังแล้วขนลุกซู่ซ่า ตัวเย็นเยียบเหงื่อแตกซิกด้วยความกลัว ทำให้ลืมความร้อนระอุของฤดูร้อนไปได้อย่างดี ( จะพูดไปก็หาเรื่องประหยัดค่าแอร์นั่นเอง )

ไม่ว่าชนชาติใดในโลก ก็ล้วนแต่มีความกลัวใน สิ่งที่เหนือความเข้าใจ ของตัวเองกันทั้งนั้น ตรงนี้ล่ะกระมัง

ที่ทำให้ไม่ว่าส่วนไหนในโลกต่างก็มีสิ่งเร้นลับประจำชาติแฝงอยู่กันทุกที่ไป ญี่ปุ่นเองก็เป็นประเทศหนึ่งที่บ้าเรื่องราวภูติผีปีศาจไม่แพ้คนชาติไหนๆ ก่อนอื่นมาดูคำที่เรียกขานสิ่งเร้นลับเหล่านี้ก่อน เวลาอ่านต่อไปจะได้ถือว่าเราเข้าใจตรงกันนะ


อันว่าภาษาญี่ปุ่นนั้นก็มีคำที่เรียกสิ่งที่เหนือความเข้าใจพวกนี้อยู่มาก สิ่งที่พวกเราเรียกกันว่า ผี นั้น ส่วน
มากจะไปตรงกับคำว่า ยูเรย์ ที่แปลว่า วิญญาณ ของญี่ปุ่นเสียมาก ยูเรย์ นั้นก็คือดวงวิญญาณคนตายที่ยังไม่ไปสู่สุขคติ มักจะปรากฎตัวเป็นร่างคนที่เลือนลาง แต่ถ้าปรากฎเป็นดวงไฟสีฟ้าลอยวูบไปวูบมานั้น เขาจะเรียกกันว่า ฮิโนะทามะ ส่วน โอบาเคะ นั้นคือผีที่ผ่านการแปลงร่าง หน้าตาสยดสยอง ไม่คล้ายมนุษย์แล้ว นอกนั้นก็ยังมีคำว่า โยไค ที่น่าจะตรงกับคำว่าภูติผีปีศาจ ที่ใช้เรียกหลายสิ่งหลายอย่าง วิญญาณสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตประเภทกึ่งเทพ อย่างจิ้งจอก 9 หาง ( คุรามะจากยูยู หรือทามาโมะ ) กัปปะ ทานุกิหรือเท็งงุก็จัดอยู่ในจำพวกนี้ด้วย ส่วนคำว่า โยเซย์ จะหมายถึงพวกภูติ หรือแฟรี่ที่อยู่ในนิทาน

ถ้าจะให้แบ่งกว้างๆ ผีญี่ปุ่นก็คงแบ่งได้เป็นสองรุ่น


1. รุ่นคลาสสิค

เอ่ยขึ้นมาใครๆ ก็ต้องรู้จัก เหมือนกับแม่นาคพระโขนงบ้านเรา ตัวอย่างเช่น ผีไร้หน้า ( คาโอะนาชิ ) ( คาโอะนาชิจากสปิริตอเวย์ ) ผีคอยาว ( โรคุโรคุบิ ) แม่นางหิมะ ( ยูกิอนนะ ) นางเงือก ( นินเกียว )

รวมถึงพวกสัตว์กึ่งภูติก็รวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย แต่เราจะขอยกไปคุยอีกหัวข้อหนึ่ง เพราะพวกนี้มักมีบทบาทในการ์ตูนเยอะเป็นพิเศษ คุณสามารถพบภูติผีปีศาจพวกนี้ได้ในการ์ตูนเรื่อง เกะ เกะ เกะ โนะ คีทาโร่ ที่เคยมาฉายในเมืองไทยเมื่อสิบกว่าปีมาแล้วในเมืองไทย ปัจจุบันมีทั้งเวอร์ชั่นเก่าที่เป็นการ์ตูนซีรี่ส์ ภาคใหม่ที่เป็น OVA และมูวี่ด้วย, ป่านางเงือก ( นินเกียวโนะโมริ ) ผลงานสยองขวัญของอ.ทาคาฮาชิ รูมิโกะ ที่น่ากลัวทั้งฉบับคอมิคและอนิเม รวมถึงอินุยาฉะ ผลงานของผู้เขียนคนเดียวกัน, GS Mikami อนิเมปราบผีเฮฮา แต่ฉบับคอมิคต้องพ่ายแพ้ให้ฤทธิ์เกลือดองเค็มของสำนักพิมพ์หนึ่ง, อุชิโอะกับโทร่า ( คอมิคอยู่ในสารรูปเดียวกับเพื่อนข้างต้น ), คิวทาโร่ ผีประหลาดที่หน้าตาเหมือนซาละเปาเดินได้ แถมยังกลัวหมาอีกต่างหาก และอีก ฯลฯ

ทีนี้เราลองมาดูเอกลักษณ์ของผีญี่ปุ่นชนิดคลาสสิคดูสิ ว่ามีอะไรกันบ้าง


1.ไม่มีขา


ดังจะเห็นได้จากในการ์ตูน เวลาพรรคพวกที่คิดว่าตกเหว ( ถูกระเบิด, หายไปในกองเพลิง ) ตายไปแล้วมา ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง ( มุขนี้เจอในการ์ตูนกี่เรื่องแล้วล่ะ เคยนับเปล่า ) พอคนอื่นๆ ทำท่าช็อค หมอนั่นก็จะหัวเราะ แล้วบอกว่า นี่ฉันเอง ไม่ใช่ผีหรอก ดูสิ ยังมีขาอยู่เลย เป็นที่ยืนยันได้ว่าผีญี่ปุ่นจะมีร่างชัดเจนเฉพาะท่อนบน ส่วนท่อนล่างหลังเอวลงไปจะพร่าเลือนเหมือนยืนอยู่ในน้ำ


2.ใส่ชุดประจำชาติ


ถ้าเป็นผีสตรีมักเป็นกิโมโนสีขาว เห็นได้จากเจ้าหญิงหิมะ ( ยูกิอนนะ ) ( ยูกิเมะจากมืออสูร หรือเจ้าหญิงหิมะจากเรื่องลามู ) หรือถ้าเป็นผู้ชายอย่างเท็งงุก็ใส่ชุดเต็มยศ เท่าที่ดูมา ไม่เคยเห็นผีใส่ผ้าเตี่ยวบุงโดชิออกมาหลอกหลอน เข้าใจว่าผีญี่ปุ่นคงขี้อายพอควร


3.มักมีสถานที่เฉพาะในการปรากฎตัว


โดยเฉพาะสถานที่ต่อไปนี้ เชิงสะพาน, ใต้ต้นหลิว, บ้านเก่าๆ, บ่อน้ำร้าง โดยเฉพาะเชิงสะพานมักจะเห็นอยู่บ่อยๆ กับฉากที่นักเดินทางหนุ่มพบกับหญิงสาวนั่งก้มหน้าส่งเสียงร้องไห้กระซิกๆ หากนักเดินทางเข้าไปปลอบโยนด้วยความปราณี จนหญิงสาวยอมเงยหน้าขึ้นมา สิ่งที่เขาจะพบก็คือใบหน้าขาวเนียน.. ที่ปราศจากตา จมูก หรือ ปาก...


หรือไม่งั้นหญิงสาวก็อาจจะหน้าตาปกติ เพียงแต่บอกว่าหล่อนปวดท้องกะทันหัน อ้อนวอนให้เขาพาไปส่ง
บ้านซึ่งอยู่ใกล้ๆ นี้ ชายหนุ่มผู้แสนซื่อ ( เสียจนเซ่อ ) ก็จะอุ้มหล่อนขึ้นหลัง ทีนี้ก็ถึงคราวซวย เพราะหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ดูเบาเหมือนปุยนุ่นจะหนักขึ้น หนักขึ้น ทุกย่างก้าว จนเมื่อชายหนุ่มทนไม่ไหวหันกลับไปมอง เขาก็ได้พบว่าสิ่งที่เขากำลังแบกอยู่ก็คือรูปปั้นหินพระจิโซนี่เอง โดนสุนัขจิ้งจอกหลอกตาเอาเสียแล้วไหมเล่า

ในที่นี้จะขอเล่าพื้นเพของผีที่มักปรากฎอยู่ในการ์ตูนบ่อยๆ เพื่อให้นักอ่านได้ซาบซึ้งถึงใจยิ่งขึ้น คงเคยเจอกันบ่อยๆ กับฉาก
ผีสาวใส่กิโมโนผู้จะมาพร้อมเสียงนับ 1 ใบ.. 2 ใบ.. 3 ใบ...จนถึงใบที่ 9 เจ้าหล่อนก็จะร่ำไห้เสียงสะอึกสะอื้น
โหยหวน
ผีตนนั้นมีนามว่า โอคิคุ หล่อนเป็นสาวใช้อยู่ที่จวนของซามุไรนามว่า อาโอยาม่า ชูเซ็น

อยู่มาวันหนึ่งปรากฎว่าจานมีค่าของตระกูลแตกไปใบหนึ่งด้วยฝีมือของคุณนายใหญ่ แต่หล่อนกลับซัดทอดความผิดไปให้สาวใช้ โอคิคุผู้น่าสงสารต้องถูกเฆี่ยนตีเป็นการลงโทษจนเสียชีวิต หลังจากนั้นมา วิญญาณของหล่อนก็จะมาปรากฎตัวอยู่ที่บ่อน้ำในคฤหาสน์ พลางส่งเสียงนับจานทีละใบ..ทีละใบ..
พอถึงจานใบที่ 9 หล่อนก็จะตะเบ็งเสียงโหยไห้จนกว่าจะเช้า...


ทว่า ในที่สุดวันหนึ่ง ก็มีซามุไรหนุ่มผู้หนึ่งเสนอตัวรับแก้ไขปัญหานี้ เขาซุ่มซ่อนตัวอยู่ข้างบ่อน้ำในขณะที่โอคิ
คุเริ่มนับจานของหล่อน เมื่อโอคิคุนับจานไปจนถึงใบที่ 9 และตั้งท่าจะส่งเสียงร้องไห้นั้น ซามุไรหนุ่มก็กระโจนไปข้างหลังหล่อน และส่งเสียงร้องตะโกนดังๆ
10 ใบ !
วิญญาณของโอคิคุสะดุ้งเฮือก หล่อนหายวับไปและไม่ปรากฎตัวขึ้นมาอีกเลย

พูดถึงภูติผีคลาสสิคของญี่ปุ่น จะไม่หยิบยกท่านเท็งงุมาพูดถึงก็กระไรอยู่ เพราะท่านนับเป็นภูติกึ่งเทพที่โด่งดังที่สุดตนหนึ่งของญี่ปุ่นทีเดียว นักอ่านหลายคนคงจะคุ้นตากับภาพเท็งงุที่หน้าแดงแจ๋ จมูกยาว ( พูดแล้วนึกถึงพิน็อคคิโอแฮะ.. ) ในมือถือพัดขนาดใหญ่ แต่นั่นคือภาพเท็งงุตั้งแต่ช่วงสมัยเอโดะลงมา ย้อนขึ้นไปก่อนหน้านั้นเท็งงุจะมีปีกและจงอยปากยาวเหมือนนก จึงได้รับการเรียกขานว่า คาราสุเท็งงุ ( อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในคอมิคเรื่อง คาราสุ เทพคร่าวิญญาณ ของผู้เขียนคุจากุ )


เท็งงุอาศัยอยู่ในหุบเขาลึก มีอิทฤทธิ์หลายอย่าง เช่น เหาะเหินเดินอากาศได้ และเป็นที่รู้กันว่ามีนิสัยเย่อหยิ่งอาจทำร้ายมนุษย์ที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของตนบ่อยๆ


ชาวญี่ปุ่นเองมีความผูกพันกับเท็งงุมาก ดังจะเห็นได้ว่ารูปเท็งงุปรากฎอยู่ในภาพเขียนของญี่ปุ่นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกวิชาดาบที่กระโจนขึ้นไปสูงแล้วเงื้อดาบผ่าตัวศัตรูลงมาตรงๆ ( ก็ไอ้ท่าพิฆาตของพระเอกที่เห็นกันจนชินตาน่ะ ) ว่ากระบวนท่า เท็งงุโทบิคิริ อีกด้วย และยังเป็นที่รู้กันว่าเท็งงุนั้นคอแข็งและโปรดปรานสาเกมาก จนมีการเรียกคนที่ดื่มเหล้าชนิดยกขวดซดอึ้กๆ ไม่คิดหน้าคิดหลังว่า เท็งงุสาเก


ก็คงต้องขอหยุดเรื่องภูติผีปีศาจยุคเก่าเอาไว้ที่ตรงนี้ก่อน เราจะขอนำท่านกลับมาสู่ยุคปัจจุบัน ที่ๆ เหล่าภูติผี
ปีศาจปรับตัวรับโลกาภิวัตน์กันเป็นแถว....

2. ผีรุ่นร่วมสมัย

คือภูติผีปีศาจที่ถือกำเนิดขึ้นมาในปัจจุบัน พวกหล่อนสลัดกิโมโนและโอบิทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใยแล้วหันมาแต่งชุดแบบตะวันตกเอี่ยมอ่องทันสมัย มักมีที่สิงสู่อยู่ในโรงเรียนประถมถึงม.ปลาย และหลอกหลอนแต่วัยรุ่นเป็นหลัก เรื่องเล่าจำพวก 7 เรื่องมหัศจรรย์ของโรงเรียน ( นานะฟุชิงิบานาชิ ) ก็รวมอยู่ในจำพวกนี้ด้วย

ตัวอย่างที่เห็นอยู่บ่อยๆ ในการ์ตูน ก็เช่น ฮานาโกะซัง ( ผีเด็กผู้หญิงประจำห้องน้ำ ) ผีไร้ขา ( เทเคะเทเคะ ) นักบิดไร้หัว ( คุบินาชิ ไรเดอร์ ) บันไดขั้นที่ 13 ( จูซังไค ) ตัวอย่างของผีพวกนี้สามารถพบในอนิเมจำพวก Haunted Junction อนิเมปราบผีสดใสที่ใช้ทุกเทคนิคทั้งแบบคริสต์และชินโต... ( ปล.เรื่องนี้ผีฮานาโกะน่ารักมาก ใส่เครื่องแบบทันสมัยใหม่เอี่ยม ) , Vampire Princess Miyu, เรื่องสยองขวัญของโรงเรียน ( กัคโค โนะ ไคดัน ) และท้ายสุดที่แทบจะเป็นพจนานุกรมของเหล่าภูติผีปีศาจสมัยใหม่ คุณครูนูเบ มืออสูรล่าปีศาจ

สำหรับผีญี่ปุ่นสมัยใหม่นั้นออกจะน่ารักมาก ไม่ได้แค่ออกมาหลอกหลอนกันทื่อๆ อย่างในสมัยก่อน แต่ยังมีเทคนิคใน
การซัมมอนมากมายสำหรับคนอยากลองดี มีตั้งแต่วิธีเรียกหาง่ายๆ อย่างผีฮานาโกะซังที่ฮิตกันอยู่ในเด็ก
ประถม วิธีเรียกหาก็มักจะเป็นแค่การเคาะประตูห้องน้ำที่ว่างอยู่สามครั้ง แล้วก็ร้องเรียก ฮานาโกะซัง เท่านั้น ( ถ้ามีเสียงตอบออกมาก็ตัวใครตัวมันล่ะทีนี้ )

จนถึงผีที่มีวิธีการเรียกหาที่ซับซ้อนกว่า อย่างเช่น ซาโตรุคุง
สำหรับขั้นตอนวิธีการเรียกหาซาโตรุคุงอย่างย่อๆ ก็มีอยู่ว่า ก่อนอื่นให้หยอดเหรียญ 10 เยนลงในโทรศัพท์
สาธารณะ โทรเข้ามือถือฯ ของตัวเอง จากนั้นก็ท่องมนตร์ 3 จบ


ซาโตรุคุง ซาโตรุคุง จงมาเถอะ
ซาโตรุคุง ซาโตรุคุง จงมาเถอะ
ซาโตรุคุง ซาโตรุคุง ถ้ามาแล้วก็โปรดตอบด้วย


หลังจากท่องมนตร์บทนี้เรียบร้อยก็วางหูโทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็ปิดมือถือของตัวเองเสียด้วย

พอมาถึงขั้นนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ภายใน 24 ชม. จะมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากมือถือที่ปิดไว้ นั่นก็คือโทรศัพท์จากซาโตรุคุงนั่นเอง เมื่อรับโทรศัพท์ ซาโตรุคุงจะบอกว่า
ตอนนี้อยู่ข้างหลังแล้วนะ


ตอนนี้คุณก็สามารถถามคำถามซาโตรุคุงได้ข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในอดีตหรืออนาคต ซาโตรุคุงก็จะสามารถตอบให้ได้อย่างถูกต้อง แต่ว่า ถ้าหากว่า..

ถ้าหากว่ามัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ คิดคำถามไม่ออก หรือเหลียวไปมองข้างหลัง ซาโตรุคุงก็จะเอาตัวคุณไปยังปรโลก...

สำหรับเรื่องลึกลับในโรงเรียนก็จะถูกเรียกว่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโรงเรียน แม้เอาเข้าจริงจะมากกว่า 7 เรื่องเป็นไหนๆ ก็
ตาม เหมือนกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั่นแหละ นั่งนับเอาจริงๆ ก็เกินทั้งนั้น ในแต่ละโรงเรียนก็มักจะมีเรื่อง
ราวคล้ายๆ กันเป็นแพทเทิร์น เช่น


1.เปียโนในห้องดนตรีบรรเลงได้เอง
2.บันได 12 ขั้นเพิ่มเป็น 13 ขั้นในยามค่ำคืน
3.ลูกบอลเด้งไปมาในโรงพละทั้งที่ไม่มีคน
4.หุ่นรูปคนในห้องวิทยาศาสตร์ออกเดินในยามค่ำคืน
5.ธงชาติสบัดไปมาทั้งที่ไม่มีลมพัด
6.มีเสียง ขอทิชชู่หน่อย ดังมาจากห้องน้ำที่ว่าง
7.รอยเปื้อนหรือรอยมือที่เช็ดไม่ออกบนกำแพง

และอีก ฯลฯ สรุปว่าไม่ว่าส่วนไหนของโรงเรียน นักเรียนดวงตกก็มีสิทธิถูกหลอกหลอนได้ทั้งนั้น...
ในที่นี้ จะขอเลือกเล่าเรื่อง บันได 13 ขั้น เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน


นอกจากบันได 12 ขั้นที่ทอดยาวไปสู่ดาดฟ้าในโรงเรียนที่จะเพิ่มจำนวนขั้นขึ้นเป็น 13 ขั้นในยามค่ำคืนแล้ว ยังมีเรื่องของ
บันได 13 ขั้นอยู่อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องมันก็มีอยู่ว่า


ห้องเช่าห้องหนึ่งที่อยู่ในชั้นสองของอพาร์ทเมนต์ เป็นห้องที่อยู่ตรงกับบันได 13 ขั้นพอดี ค่าเช่าห้องห้องนี้จะถูกผิดปกติ ทำให้มีคนมาเช่าเสมอๆ ทว่า ผู้เช่าก็มักจะย้ายออกไปหลังจากเวลาเพียงไม่กี่วัน...
สาเหตุมาจากเมื่อหลับใหลในยามค่ำคืน คืนแรกที่ย้ายเข้ามาผู้เช่าทุกคนจะได้ยินเสียงเด็กกระซิบอยู่ที่ข้างหู
ขึ้นมาได้ขั้นหนึ่งแล้ว ดีใจจัง ถ้าขึ้นไปได้หมดแล้วมาเล่นกันนะ


ในคืนต่อมาถ้อยคำก็จะเปลี่ยนเป็น
ขึ้นมาได้สองขั้นแล้ว ดีใจจัง ถ้าขึ้นไปได้หมดแล้วมาเล่นกันนะ


และจำนวนขั้นก็จะทวีขึ้นตามค่ำคืนที่ผ่านไป จนผู้เช่าทนอยู่ไม่ได้ ต้องย้ายห