เอ้า ได้ฤกษ์แถก แถ้ก แถกซักที
ก่อนอื่นต้องขอก้มกราบบุคคลที่เริ่มนำการละเล่น "บล็อกตบแปะ" มาเผยแพร่ใน exteen งามๆ ก่อนซักสามสี่ที ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณมีส่วนช่วยให้เหล่าบล็อกเกอร์ที่เห็นบล็อกเป็นศาลพระภูมิ โล่งว่างมีแต่เฮดบล็อกกับหัวข้อค้างปีสิงสถิตกลับมาคึกคักขึ้นอักโขเลยทีเดียวเจียวนะเออ
ในส่วนของอิชั้นก็เช่นกัน.. ไม่นึกเลยว่าจริงๆ ว่าจะยังมีคนอุตส่าห์เป็นห่วงและคิดถึง แถมยังชมว่าเราน่าสนใจ :3 ( เป็นปลื้มโคตร วิคจังทำคนแก่ตัวลอย ) แถกเราไว้
ต้องขอขอบคุณ วิคจัง, หนูทราย, เอื้อย ลูกหมูที่รัก,โรยๆ ระโหยรัก, ลุงแกะลอยทะเล, และนังโสหนุ่มอักษรเพื่อนเลิฟ มา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพี่พจน์และคุณอุ๊ ก็ขอบคุณเหมือนกัน แต่ถามจริงๆ เถอะว่าสองรายหลังนี่แถกเดี๊ยนเพราะหาคนส่งต่อไม่ได้หรือเปล่ายะ สงกาในใจอย่างแรง
ก็อย่างที่เห็น... ว่าโดนคนตบแปะเยอะมาก ไม่น่าจะใช่เพราะป๊อบ แต่เป็นเพราะตูมัวแต่ชักช้าจนเหยื่อตบแปะเหลืออยู่อัตคัตเต็มที่มากกว่า เอิ๊ก...
แต่เพื่อเป็นความทดแทนความชักช้าที่ผ่านมา เราจะเขียนให้ยาวยืดดดดในส่วนของเจ็ดคนแถกเลยละกัน อ่านกันให้จบนะเออ !
( 1 ) จริงๆ แล้วไม่ได้ชื่อเล่นชื่อจ๊อบ...
ตกใจกันอ๊ะป่าวล่ะ จริงๆ แล้วคนที่ไม่เคยโทรเข้าโทรศัพท์บ้านหรือแวะมาที่บ้านจะไม่รู้เลยว่าเราชื่อเล่นจริงๆ ว่ามด อ๊ายอายเพราะมันไม่สมตัวเอาซะเลย - -"
ชื่อเล่นชื่อมดนั้นมีที่มาจากตัวอักษรชื่อเล่นหน้าของพ่อกับแม่มาผสมกัน เล่นง่ายมะ ? จ้างก็ไม่บอกหรอกว่าพ่อแม่เราชื่ออะไร เดี๋ยวโดนล้อ กุ๋ยๆ ( ว่าแต่ เด็กสมัยนี้มันยังล้อชื่อพ่อชื่อแม่เพื่อนกันอยู่หรือเปล่ายะ )
ส่วนชื่อจริงชื่อพันธ์ซ่านั้น ก็มีที่มาจากการที่เกิดวันออกพันธ์ซ่า ( ใบ้ให้ว่าเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เดือนสิบ ที่ไม่ใช่วันหยุด ) เดากันออกหรือเปล่า ก็น่ะแหละ... พ่อแม่ตูไม่รู้จะเล่นง่ายไปถึงไหน ถ้าเกิดก่อนหน้านั้นซักวันได้ชื่อปิยพรแน่นอน ชัวร์ป้าบ
ส่วนทำไมถึงได้ชื่อเล่นว่าจ๊อบนั้น... จริงๆ ไม่อยากเล่าเท่าไหร่ เพราะมันเป็นประวัติอันเจ็บปวดในใจสาวน้อย...แต่จะเล่าก็ได้ ไหนๆ ก็ถลำตัวมาถึงนี่แล้ว ไม่มีอะไรให้เสียแล้วนะคุณโยม
สมัยเรียนม.1 ดญ.พันธ์ซ่าจะมีเด็กผู้ชายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา คอยทะเลาะตบตีกันอยู่คนหนึ่ง ซึ่งไอ้เวรคนนี้ก็จะคอยตั้งชื่อล้อเด็กหญิงพันธ์ซ่าต่างๆนานา อาทิเช่น หน่วยทลายคอมมานโดบ้าง บีเวอร์บ้าง ( จำได้เพราะแค้น ) เพราะตูฟันเหยินนนนนค่า
ทุกครั้งที่โดนล้อด้วยชื่อเหล่านี้ ดญ.พันธ์ซ่าผู้ไร้หนทางตอบโต้ก็ได้แต่กระโดดเตะบ้าง เอาไม้บรรทัดไล่เขวี้ยงบ้าง ซึ่งก็ไม่ค่อยจะทันมันร้อกกก
จนวันหนึ่ง ไอ้เวรนี่ก็มีไอเดียปิ๊งปั๊งมาก เค้าบอกว่าแบบนี้ค่ะคุณ
"ฟันหน้าแกเหมือนจอบเลย แต่จะเรียกแกว่าจอบก็ยังไงอยู่ เราจะเรียกให้น่ารักเป็น "จ๊อบ"" ก็แล้วกันเนอะ"
จี๊ดดดดมากค่ะ แต่เพื่อนๆ ดันพากันเห็นดีเห็นงามไปกับมัน มีแต่คนเรียกว่าดิชั้นว่าจ๊อบ จ๊อบ จนต้องเลยตามเลยก็ได้วะ สุดท้ายก็ชินไปเองโดยปริยาย แนะนำตัวกับใครก็บอกว่าชื่อจ๊อบไปหมด ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ก็ถูกลืมเลือนหายไปจากสังคมไปด้วยประการฉนี้...
(2) คิดว่าตัวเองเป็นคนขาดความมั่นใจและมีมนุษยสัมพันธ์ห่วย...
ความเป็นจริงคนจะมองเรายังไง ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน โดยส่วนตัวคิดว่าตัวเองเป็นคนมีรูปแบบพฤติกรรมหลากหลายขึ้นอยู่กับสังคมที่คบหาด้วย แต่เวลาทำพวกแบบทดสอบทางจิตวิทยามักจะได้ผลออกมาว่าเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเสี่ยง โหยหาคนที่จะยอมรับในตัวเราอย่างที่เราเป็น
...ว่าเข้าไปนั่น... แต่ก็นะ ตอนนั้นก็ยังรู้สึกว่าแบบทดสอบมันจะมารู้จักตัวเราเท่าเราเองได้ไงว้า พอมาเข้าทำงานบริษัทนี่แหละ ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองมนุษย์สัมพันธ์ห่วยเอาซะจริงๆ =_="
ก็ไม่ถึงกับไม่มีเพื่อนเอาซะเลยทีเดียว ใครยิ้มมาก็ยิ้มตอบ ใครทักมาก็ทักตอบ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำตามมารยาทมากกว่าจะเป็น "อยากเป็นเพื่อนกับเธอจังเลย" จากใจจริงมากกว่า
แล้วก็ไม่ใช่คนแบบที่จะไปทักคนไม่รู้จักคนอื่นๆ ก่อน หรือชวนคุยเรื่องส่วนตัวด้วย ก็เลยรู้สึกแปลกใจแกมทึ่งเล็กน้อยเวลาเห็นคนเข้ามาทีหลังเราพูดคุยกับคนอื่นๆ ด้วยภาษาและเนื้อหาที่เป็นรูปแบบของคนสนิทใช้กัน คิดไปคิดมา.. อืมม์... ตูคงแปลกแยกเองสินะ
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับมันเท่าไหร่แฮะที่เป็นคนขาดมนุษยสัมพันธ์แบบนี้ จริงๆ ก็รู้สึกว่า "ถ้าเป็นคนประเภทที่รู้สึกว่าไม่มีทางเข้ากันได้ ก็ไม่ชอบที่จะคบเล่นไว้เจ๊าะแจ๊ะด้วย" แต่แรกแล้ว แต่มาคิดอีกที แนวคิดนี้มันจะตีกรอบตัวเองเกินไปหรือเปล่าหว่า เฮ้อ...
อีกอย่างที่รู้สึกได้ชัดเจนตั้งแต่เข้าทำงานบริษัท คือเราไม่ชอบงานล่ามเอาซะเลย
หนึ่งคือรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งญี่ปุ่นขนาดจะพูดปร๋อ สำเนียงเริ่ดสะเดิ่ดสุดๆ
สองคือ ชอบที่จะยุ่งเกี่ยวกับหนังสือมากกว่าพูดจากับคนด้วยกัน ทำไม้ทำไมคนบางคนถึงไม่พยายามเรียบเรียงอะไรให้มันรู้เรื่องเหมือนหนังสือวะเนี่ย ถามไปไหนมาสามวาสองศอกสุดริด กรูเบื่ออออออออนะเว้ยยยยเฮ้ยยยยยย~~
....สรุปแล้วจะอยู่ยืดมั้ยวะเนี่ย.. งานบริษัทนี่...
(3) ไม่ชอบตัวละครประเภทในอุดมคติ
หลังๆ มานี่รู้สึกตัวเองบริโภคนิยายแนวแฟนตาซีน้อยลงเยอะถ้าเทียบกับเมื่อก่อน อารมณ์แค่เห็นหน้าปกก็เหม็นเบื่อซะงั้น คิดไปคิดมาว่าทำไมก็ทุบโต๊ะเปรี้ยงฟันธงได้ว่า "เหม็นหน้าตัวละครแบนแต๋ที่มีแต่สองมิติ"
ไม่ได้จะบอกว่าตัวละครประเภทนี้มีแต่ในนวนิยายแฟนตาซีหรอกนะ คิดว่าในละครไทยก็คงโผล่มาเกลื่อนกลาด แต่ถ้าเป็นประเภทนวนิยายเหมือนจะเห็นบ่อยในพวกแฟนตาซีเป็นพิเศษ
ไอ้ประเภทที่ว่า พระเอกก็หล่อเหลาสูงชะลูดตูดปอดยอดทหารม้า ชาติตระกูลสูงผู้ดี๊ผู้ดีไม่มีเชื้อไพร่เจือปน เก่งทั้งบู๊บุ๋นประหนึ่งเห้งเจียมาเกิด ด้านนิสัยก็รักชาติศาสตร์กษัตริย์ใจสัตย์ซื่อถือคุณธรรม จะมีความเลวเล็กๆ น้อยๆ มาปะปนก็ประเภทว่า เจ้าชู้ แต่มีที่หนึ่งเป็นนางเอกคนเดี๊ยวคนเดียว หรือแอบทำตัวถ่อยบ้างเป็นบางจังหวะ แต่เวลาสำคัญเข้างานสังคมก็หันมาใช้มีดส้อมหั่นฟิวกราซ์หรือเต้นวอลซ์ แทงโก้ โปงลางสะออนได้ไม่ขัดเขิน ประมาณว่าของเค้าดีจริงๆ เลยนะเธอนะ
ส่วนนางเอก ...ด้วยความเป็นคนขี้อิจฉาอยู่เป็นทุนเดิม... อิชั้นจึงแสนจะเบื๊อเบื่อเวลาเห็นนางเอกประเภทที่ว่า อื้มมม สวย สูงศักดิ์ แบบบาง ชาติตระกูลดี นิสัยเด็ดเดี่ยวหยิ่งทะนง ฉลาด กล้าหาญ เชี่ยวชาญสารพัดสารพัน พูดได้ 15 ภาษา เก่งจัดดอกไม้ ชงชา ฟันดาบ ขี่ม้า ปาลูกตุ้ม ฯลฯ โฮ้ยยยย มันจะแสนรู้ไปถึงไหนกั๊นนนน !
ยิ่งโดยเฉพาะไอ้เรื่องที่มาแบบลอยๆ ไม่มีอะไรซัพพอร์ท โอเค ถ้านางเอกโดนฉีดยา X-9477 หรือตอนพระมารดาท้องได้กินดินถนันทำให้บุตรที่เกิดมามีความวิเศษวิโสต่างๆ นานาอะไรก็ว่าไป แต่ไอ้ที่แบบว่า แหม มันเก่งเอง ช่วยไม่ได้นี่ก็นะ... เบื่อว่ะ
ทุกวันนี้เวลาพลาดพลั้งไปอ่านเจอพระเอกนางเอกมาดสวยหล่อไม่มีรั่วแบบนี้จึงรู้สึกอยากให้ตัวละครพวกนี้ทำอะไรที่แบบว่านะ...แหม ไพร๊ไพร่ซกมมโสมมออกมาบ้าง เช่น ยืนเกาตูด กางเกงในเข้าวิน มังกรกินหมี่ หรือสำลักวุ้นเส้นออกมาทางจมูกดูบ้าง อะหืออออ แค่คิดก็ซี้ดแล้ว
(4) เคยเป็นเด็กเลวมาก่อน...
ในอดีตเคยเป็นเด็กเลวมาก่อน ส่วนปัจจุบันก็กลายเป็นผู้ใหญ่เลว ชีวิตเสมอต้นเสมอปลายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เอิ๊ก..
เอาจริงไม่ได้ล้อเล่น ในชีวิตรู้สึกเครียดที่สุดก็ตอนเป็นเด็กประถมนี่แหละ แบบว่า เชื่อมั้ยว่าหนีเรียนครั้งแรกตอนอยู่ป.3 แล้วก็ไม่ใช่การโดดเรียนแบบว่าหนีเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ ไปวินนิ่งมั้ยแสรดดดแบบที่เกรียนสมัยนี้ทำกัน แต่เป็นการหนีเรียนไปซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าข้างโรงเรียนค่ะคุณ ทำเองคนเดียวโดดๆ ไม่มีเพื่อนร่วมแก๊ง เลวเองได้ไม่ต้องมีใครชักนำ
อะเฮ้อ.. เขียนเองตอนนี้ยังเครียดสุดๆ ทำไมมันดูเก็บกดจังวะ...
แต่ตอนนั้นก็คิดว่าเราเก็บกดจริงๆ ล่ะนะ เป็นเด็กประถมที่แปลกมาก เพราะมีงานอดิเรกคือการเหลาไม้จิ้มฟันค่ะ เอาจริงไม่ได้ล้อเล่น ตอนสมัยเรียนวิชาการบ้านการเรือนอะไรนี่จะมีสอนการเอาไม้กลัดห่อใบตอง ซึ่งก็จำได้สนิทว่าตูทำห่วยชิบเป๋ง ห่อใบตองกะร่องกะแร่งมีสก็อตเทปปิดตรึม แต่สิ่งที่ติดใจมากจากตอนนั้นคือการเหลาไม้กลัดค่ะ แบบว่าจะมีไม้อันใหญ่หน่อยมา แล้วก็ใช้คัตเตอร์กรีดตามยาวจนมันเป็นไม้กลัดอันเล็กๆ น่ะ
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เราจะติดใจไอ้การเหลาไม้นั่นมากกกก แม้จบวิชาแล้วก็จะเอาไม้นั่นมากรีดครืดครืดกับคัตเตอร์ แบ่งจาก 1 เป็น 2 2 เป็น 4 จนกว่ามันจะแยกส่วนอีกไม่ได้แล้วนั่นแหละถึงจะหยุด แล้วก็เอาไม้นั่นเก็บไว้ในกล่องดินสอ แล้วก็เอาไม้ใหญ่มากรีดใหม่...
...น่ากลัวชิบเป๋ง...เด็กอะไรวะ...
สรุปไอ้ที่โดดเรียนไปข้างต้นก็โดนอาจารย์จับได้ แล้วก็รายงานผู้ปกครองไปตามเกณฑ์ ส่วนหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ...คิดว่าชีวิตน่าจะดีขึ้นล่ะมั้ง... นะ...
แถมท้าย ความแสบสันต์ของดญ.พันธ์ซ่า ...ใครเคยฟังมาจากใน irc แล้วก็ข้ามๆ ไปละกันนะ อันนี้...
วันหนึ่งมีญาติขับรถไปรับเด็กหญิงพันธ์ซ่ากลับมาจากโรงเรียนประถม ระหว่างขากลับนั้นเอง ญาติก็ขับรถฝ่าไฟแดงหรืออะไรซักอย่าง เป็นผลให้ถูกหมาต๋าเรียก เมื่อหมาต๋าเดินมาที่รถ คำแรกที่เด็กหญิงพันธ์ซ่าพูดก็คือ..
.
.
.
"อย่าจับหนูนะ หนูไม่ใช่ลูกของเค้า"
เจ๊ดดดดดโด้ เด็กเปรตอะไร สัญชาติญาณในการเอาตัวรอดสูงแต่เด็ก... ดีนะที่ญาติเค้ายังเอากลับบ้านไปด้วย ไม่ถีบลงรถไปตั้งแต่ตรงนั้นน่ะ..
(5) เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มการ์ตูน...
ถือเป็นความลับไหมวะเนี่ย.. คิดว่าน่าจะรู้กันเกือบหมดบางแล้ว แต่อาจจะลืมเลือนไปเลยขุดขึ้นมาพูดอีก.. ก็น่ะแหละนะ...
นานมาแล้ว..
สมัยอินเตอร์เน็ทยังไม่แพร่หลาย...
ผู้คนยังนิยมเขียนจดหมายหากันมากกว่าส่งอีเมล์...
งานการ์ตูนเป็นสิ่งที่แรร์สุดๆ จัดขึ้นปีละครั้งสองครั้ง...
สาวก Y และการ์ตูน Yaoi เกาะกลุ่มกันอยู่น้อยนิด...
...ฟังดูแล้วเหมือนอยู่ในสมัยพระเจ้าเหาเก่าเต่าชิบหาย.. นี่ตูเคยมีชีวิตอยู่ในยุคนั้นจริงๆ หรือนี่...
เคยมีกลุ่มการ์ตูนเล็กๆ ชื่อ Genesis อาศัยอยู่ในซอกหลืบของสังคมการ์ตูนสมัยนั้น แม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไรก็รู้สึกว่าอบอุ่นดี ลูกกลุ่มก็เป็นเด็กดีกันเสียเป็นส่วนมาก เสียอย่างเดียวที่หัวหน้ากลุ่มดันวาดภาพไม่เป็น...
อืมม์... จะเล่าอะไรอีกดี รู้สึกว่าหัวข้อนี้ถ้าเริ่มแล้วจะยาว ก็ขอสต็อปไว้ดื้อๆ ตรงนี้เลยละกัน แต่ที่อยากพูดก็คือ ชีวิตตรงจุดนี้ ประสบการณ์ทั้งดีและร้าย การได้พบกับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมากของเรา
เวลาผ่านไป คนเราก็เปลี่ยนไป พวกเราแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเอง บางคนก็ยังเวียนวนอยู่ในสังคมนี้ บางคนก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปทำอย่างอื่น กับบางคนก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่กับบางคนก็กลายเป็นยิ่งกว่าคนแปลกหน้า...
แต่เวลาที่พวกเราเคยอยู่ร่วมกันจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราเสมอนะ
ขอบคุณทุกคนมากจ้า :)
จบมันดื้อๆ งี้แหละ เราคงไม่แถกใครต่อแล้วน้า คนรู้จักก็โดนแถกกันไปเกือบหมดแล้ว แล้วพบกันต่อในโอกาสหน้าเน่อ จากนี้ไปจะพยายามหาเวลามาอัพบล็อกให้ไม่ร้างไปนานๆ แบบนี้แล้วล่ะ รักนะเด็กโง่ววววว ~