คลานมาอัพ blog...
ในภาษาอังกฤษมีคำพังเพยว่า "have the patience of Job"
แปลได้ว่า "to be extremely patient" ( มีความอดทนอย่างมหาศาล )
ที่มาของคำพังเพยมาจากคัมภีร์ไบเบิล คือ นานมาแล้ว มีนายกระชายนามว่า Job อยู่ ( เขียนว่า Job อ่านว่า โจ๊บ )
เรื่องของเรื่องคือ อีตาโจ๊บคนนี้แกเป็นคนที่มีความซวยอย่างมหาศาล
อยู่ดีๆ เรือกสวนไร่นาก็ถูกไฟไหม้ชิบหายวายวอด ลูกชายสามคนก็ตายหมดสิ้น ใครๆ ก็ว่าพระเจ้าทอดทิ้งแกแล้ว
แต่อีตาโจ๊บแกก็ยังมุ่งหน้าศรัทธาในตัวพระผู้เป็นเจ้าต่อไปอย่างมุ่งมั่น จนในที่สุดพระเจ้าก็ปรากฎกายแล้วก็คืนทุกสิ่งทุกอย่างที่สูญเสียไปให้ตะแกหมด
ด้วยความอดทนอย่างยิ่งยวดนี้ ทำให้บังเกิดกลายเป็นคำพังเพย ใช้เปรียบเปรยคนที่มีความอดทนมากๆ ว่า "อดทนอย่างกับโจ๊บ"
..................................................
.......ตั้งแต่......
ตั้งแต่ได้ยินคำพังเพยนี้ ก็รู้สึกสงสัยอย่างมากมาตลอด...
ทำไม้ทำไมนะ...
คนที่ชื่อเหมือนกันอย่างตูถึงไม่มีความอดทนได้ซักเศษเสี้ยวของอีตาโจ๊บนี่บ้างหว่า -*-
ทำไม้ทำไม...
เวลาเกิดเรื่องอะไรที่ชวนหงุดหงิดหัวใจขึ้น ปรอทความอดทนมันถึงได้แตกโพละง่ายนัก
สงสัยจริงๆ ว่าตัวเองไปก่อเรื่องอะไรไว้อีก คนถึงได้ต้องเอาชื่อดราโก้ไปโทรถามตามสำนักพิมพ์ว่าอีนี่เป็นใคร
รู้ทั้งรู้ว่าเขียนไว้ตรงนี้ กว่าจะได้เรื่องก็คงช้า แต่คงไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เรื่องเสียทีเดียว
ถึงเจ้าตัวคนที่เที่ยวไปโทรถามไม่ได้อ่าน คนที่มีเจตนาอันดีเอาชื่อดิฉันไปแพร่เข้าหูหล่อนก็คงได้อ่าน
ก็ชื่อดราโก้ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มันชื่อบนโลกในเน็ท คนที่คาบเอาข่าวเราไปแพร่มันจะหนีไปไหนเสีย ก็คาดว่าคงไม่แคล้วอยู่แถวหนีแหละ วงการนี้โลกมันแคบจะตาย
อยากบอกว่า คุณอยากรู้เรื่องของดิฉัน คุณก็มานั่งคุยกับดิฉันสิคะ คุณจะโทรไปหาถามสำนักพิมพ์หาห-กอะไรให้คนตอบเขากระอักกระอ่วนใจไปตามๆ กันน่ะ
ปรอทแตกนะคะ ถึงได้เขียนสุภาพอย่างนี้น่ะ
คุณอยากจะรู้อะไรบ้างคุณถามมาเลย ไม่ได้ต้องไปเที่ยวถามคนอื่นหรอกว่านังนี่มันเป็นใครน่ะ ถ้าคุณว่างมานั่งคุยกับดิฉัน พร้อมจะโชว์ให้ดูตั้งแต่สูติบัตรยันประกาศณียบัตรอนุบาลหมีน้อยเลยทีเดียวเชียวนะเออ
แ-ง หงุดหงิดนะเว้ยเฮ้ย
คุณขา อยากจะบอกว่าไม่ว่าที่บริษัทไหนๆ ก็เป็นบริษัทที่ดิชั้นรับจ๊อบทำงานพิเศษทั้งนั้น ไม่ได้สังกัดที่ไหนซักแห่ง
คุณไม่ต้องสนใจหรอกว่าการที่ดิฉันอยู่ที่นั่นหรือไม่จะช่วยให้บริษัทล่มจมหรือรุ่งเรืองหรือเปล่า
เข้าใจไหมคุณ คนนะคน คนทำงานพิเศษน่ะ ลูกจ้างรายวันน่ะ ได้เงินรายงานน่ะ คุณเข้าใจไหม คนทำงานพิเศษน่ะมันไม่ได้มีความหมายอะไรกับบริษัทนักหนาหรอก
เหมือนน็อตตัวหนึ่ง หายไปเขาก็เอาคนอื่นมาเสียบแทนแล้ววงจรมันก็เคลื่อนไปข้างหน้าของมันต่อไปน่ะ เข้าใจไหม
คนนะคุณ ไม่ใช่เสาหลักศิลาฤกษ์หรือตัวเสนียด จะได้ไปกำหนดความเป็นความตายของบริษัทน่ะ
โตๆ กันแล้วทั้งนั้น พูดแบบนี้แล้วไม่เข้าใจก็ช่างแม่ง หรือถ้าเข้าใจคุณก็โทรมาเคลียร์
อย่ามาบอกว่าดิฉันไม่มีสิทธิจะเขียนอย่างงี้อย่างงั้น ก็ไอ้ที่คุณเอาไปโทรถามคนอื่นน่ะมันชื่อดิฉันนะคะโว้ย
ถ้าคุณไม่โทรมาเคลียร์ก็เรื่องของคุณ ดิฉันก็จะโยนเรื่องนี้เข้าแฟ้มประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ แล้วก็เสือกไสมันไว้ในส่วนหนึ่งลึกๆ ของความทรงจำ ซึ่งอาจจะหายไปตามกาลเวลาหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้..
ต้องขออภัยทุกท่านทั้งหลายที่หลงเข้ามาอ่านด้วยเน่อ นานๆ จะกลับมาเขียนบล็อกทั้งที ดันเป็นเรื่องชวนหงุดหงิดซะได้ แบบว่า ปรอทมันแตก ขอซักเอนทรี่แล้วกันนะ นะนะนะน้า ~ 
ต้องขอโทษทุกท่านด้วยเน่อที่พักนี้ห่างหายไม่ได้ไปคอมเมนต์บล็อกของมิตรสหายเลย พยายามจะยันตัวขึ้นให้รอดจากกระแสอันเชี่ยวกรากของงานอยู่อ่ะนะ แต่เห็นบล็อกท่านภูภู่แล้วรู้สึกผิดอย่างแรง จากนี้ไปข้อยจะจัดสรรเวลาให้ดีเน่อ แหะแหะ
ไหนๆ ก็ยกคำพังเพยมาอันแล้ว แถมอีกอันละกัน
- Job's comforter ( มิตรสหายของโจ๊บ )
- someone who tries to make you feel more cheerful. but actually makes you feel worse ( ใครบางคนที่พยายามปลอบโยนให้คุณรู้สึกดีขึ้น แต่ดันเจือกกลายเป็นเหยียบย่ำซ้ำเติมซะนี่ )
เอ๊ะ มันยังไงกันเนี่ย ตั้งแต่เคสแรกแล้ว เอาชีวิตจริงตูมาตั้งเป็นคำพังเพยแบบเสียดสี ironic หรือเปล่าวะ.. 