2011/Jul/04

โรค Nostalgia จะกำเริบ หันมาหาการ์ตูนเก่าอ่านอย่างเอาเป็นเอาตาย เวลาอ่านก็รู้สึกเสี่ยงภัยอย่างบอกไม่ถูก

ค่าที่กระดาษมันเก่าคร่ำจนเป็นเหลืองๆ แทบเปื่อยคามือ แถมฝุ่นจับตรึม เวลาอ่านแล้วรู้สึกสูดฝุ่นผงละอองไอเข้าปอดดีแท้

ตอน นี้กำลังติดโรงเรียนลูกผู้ชาย ! (魁!男塾) ที่มีแปลไทยออกมาหลายชื่อมาก โรงเรียนลูกผู้ชายบ้าง, นร.นายร้อยเดนตายบ้าง, ขุนพลประจัญบานบ้าง จะชื่ออะไรก็ให้รู้ว่าเรื่องเดียวกันแหละ

 

มันเป็นการ์ตูนที่ยอดเยี่ยมมาก...

ที่ทำให้เด็กประถมในยุคนั้นเชื่อกันโดยถ้วนหน้าว่ากอล์ฟเป็นกีฬาที่มีต้นกำเนิดมาจากจีน...

ฟุตบอลมีต้นกำเนิดมาจากประเทศกรีซ...

เฮลิคอปเตอร์มีต้นกำเนิดจากการฝึกวิทยายุทธ์จีน

คำว่า "แบทแมน" มีต้นกำเนิดจากภาษาจีนว่า "บาโตะมัน"

 

เมิงหลอกกรูนี่หว่า ~~~~~~~! (มาตาสว่างเอาเมื่ออันสุดท้าย)

 

เออ อย่าว่างั้นงี้เลย เด็กสมัยก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ทและอากู๋ให้ใช้ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลมันจำกัดมาก

พอถูกอินพุทด้วยแหล่งข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือ (มันมีอ้างอิงจากสนพ.มินเมย์โฉะโบด้วยนะเว้ย !) ก็จำฝังใจทันที

จนมาถึงอันสุดท้ายนี่แหละ ต่อให้กรูหลอกง่ายเพียงใดก็ไม่คิดว่าแบทแมนจะมาจากภาษาจีนแน่ๆ แกหลอกชั้น

ฮือๆ แกหลอกชั้น...

 

อย่างไรก็ดี การ์ตูนเรื่องนี้มีค่าควรแก่การพูดถึงอย่างแรง เพราะมันสนุก แม้อ่านไปแล้วจะกระอักไอผู้ชายคลุ้ง

แบบ ว่าทั้งเรื่องมีแต่ชายกล้ามและชายกล้าม แม้แต่ตัวละครหญิงที่โผล่ออกมาอย่างอัตคัตก็ยังกล้าม หรือแม้แต่สัตว์ อย่างลิง ช้าง เสือ งู ก็ยังอุตส่าห์กล้ามด้วยเช่นกัน จนสงสัยว่าทั้งเรื่องนี่มันกรอกโปรตีนอัพกล้ามกันแทนกินข้าวหรือเปล่าวะ สู้กันเป็นวันๆ คืนๆ ไม่เคยเห็นมีฉากหุงข้าวต้มแกง

 

แถมยังมีข้อน่ากังขาอย่างมาก ว่าไอ้โรงเรียนนี้มันมีระบบการเลื่อนขั้นยังไง (วะ) ตอนจบภาคเท็นโจโกริง

มี ปีหนึ่งเข้ามาใหม่ พวกโมโมะได้ขึ้นเป็นนักเรียนใหม่ปีสอง แล้วไอ้พวกเด็กปีสองปัจจุบันมันหายหัวไปไหนกันหว่า ก็ปีสามมันยังค้ำหัวกันอยู่หยกๆ... ถ้าเฮียอาคาชิไม่ตายไปซะก่อนก็อยากไปถามแกจัง เฮียคะ เฮียโดนแย่งตำแหน่งประธานปีสองแล้วนะคะ ปล่อยไว้แบบนี้จะดีหรือคะเฮีย (/me โดนเฮียตบกลิ้งกลับมา)

 

อย่างไรก็ดี คนเขียนเก่งมาก ไม่นับเรื่องการหาวิทยายุทธ์แปลกๆ มาใส่อย่างหมดเปลือง (ใช้หายๆ) แต่เก่งในเรื่องการแจกบทตัวละครมากด้วย เพราะแต่ะละตัวที่โผล่ก็แบบว่า.. อิมแพคต์แรงกันทั้งนั้น จนอีตาพระเอกโมโมทาโร่จืดไปเลยเพราะไม่ค่อยมีอะไรเด่น วิชาท่าไม้ตายของเฮียแกก็เยอะเกินจนไม่เป็นตัวของตัวเอง (ขนาดวิชาที่ทั้งโลกรู้กันอยู่สามคนคือ ข้า อาจารย์ข้า และอีกคนในข่าวก็ดันเป็นเฮียแกเอง...ไม่สิ คิดดูดีๆ แล้วถ้าอาจารย์ที่สั่งสอนวิชายังไม่รู้จัก แล้วโมโมะมันไปร่ำเรียนมาจากใครวะ... /me กุมขมับ)

 

อย่างไรก็ ดี คนเขียนก็สามารถแจกบทให้ตัวละครที่โคตรเก่งมหาเก่งเหล่านี้ได้ออกโรงอย่าง ทั่วถึงกัน จนมีแฟนๆ ชื่นชอบกันถ้วนหน้า แม้ตัวละครจะเยอะจนคนเขียนจะลืมๆ ไปบ้างว่าแจกบทตายให้ใครบ้างก็ไม่ต้องซีเรียส

เพราะการแพทย์สี่พันปี สามารถรักษาได้ทุกอย่าง จะโดนฟันขาดสองท่อนก็ฟื้นได้ ตกบ่อกรดก็รักษาได้ ตายแบบกระจุยไปเป็นผุยผงก็สามารถโคลนกลับมาได้อีกเช่นกัน การแพทย์แผนจีนจงเจริญ โอ้วเย้ !

 

ทั้งนี้และทั้งนั้น ข้อยมีตัวละครที่ชื่นชอบมากอยากพูดถึง ถ้าไม่พูดถึงอาจอกแตกตายได้ ดังต่อไปนี้ (นี่มันเอนทรี่ระบายความเก็บกดชัดๆ)

 

- ไดโกอิง จากิ ประธานปีสาม

ทั่น ประธานใหญ่สุดเฟี้ยวที่โผล่มาตอนแรกๆ ตัวสูงเกือบสิบเมตร (เอ็งเป็นโมบิลสูทเรอะ) ขนาดรินเหล้ายังต้องใช้สองคนแบก อยู่ไปอยู่มาตัวหดเหลือธรรมดาซะงั้น

 

- อาคาชิ โคจิ ประธานปีสอง

เฮียคะ เฮียแมนมาก... (ไม่รู้จะพูดอะไรนอกเหนือจากนี้)

 

คอนเซปต์ของเฮียคือ "ไม่มีอะไรที่ดาบผ่าภูผาอิจิมอนจิจะตัดไม่ได้" ดังนั้นทั้งตอนและทุกตอน วิธีการเอาชนะ

ของเฮียจึงเป็นอะไรที่แบบว่า สุดโต่งมาก... ตัดสังเวียนทิ้งบ้าง ผ่าเสาให้สังเวียนเอียงเล่นบ้างๆ เอาดาบจิ้มทะลุ

อก ตัวเองบ้าง เขาให้สู้กัน 1:1 เฮียก็จะเปรี้ยวสู้ 1:3 บ้างอะไรบ้าง จนนำพาเอาความตายมาเยือน แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะหนูเข้าใจว่าคอนเซปต์เฮียคือความแมนจนหยดสุดท้ายจริงๆ...

 

ว่า แต่.. ถ้าเฮียแกรู้ว่าดาบผ่าภูผาที่อุตส่าห์ฝากฝังซะดิบดีโดนโมโมะเอาไปโยนทิ้งให้ ต้นซากุระทับเล่นนี่จะแค้นจนลุกขึ้นมาจากหลุมศพไหมนะ...

 

- ดาเตะ โอมิโตะ

เฮียคะ เฮียแมนมาก... (ซ้ำ)

 

แต่ เฮียดาเตะจะแมนคนละแบบกับเฮียคนข้างบน (แหงนขึ้นไปมอง) ในขณะที่ทั่นประธานปีสองแมนแบบลุยห่าบ้าสลาตัน เฮียดาเตะจะลุยแบบโชว์ว่าข้าเหนือกว่าแบบนิ่มๆ 余裕を見せ付ける ตลอดเวลา

ไม่ เว้นแม้ว่าตัวเองจะตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ เลือดอาบ เหงื่อโซม ฉี่แตก (อันหลังนี่ล้อเล่น) แต่เฮียก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้านิ่งๆ ยิ้มๆ เย้ยๆ ปากดีได้ตลอด 24 ชม.

 

ถึงจะมีรอยสักหกแต้มบนหน้าสร้างภาพพจน์ ความเป็นชายเถื่อน ดิบ ดุดัน แต่ความจริงแล้วเฮียเป็นคนที่เจนท์มาก ให้เกียรติเด็ก สตรี และคนชรา แม้ว่าจะลากไปตายด้วยกันก็ยังยอม ไม่หวั่นและไม่ไหว แม่งจะแมนไปถึงไหน..

 

จริงๆ มีเรื่องอยากพูดถึงอีกเยอะ แต่ยิ่งเขียนเหมือนยิ่งหลุดจากความเป็นจริง (ก็แน่สิวะ) เลยเอาไว้เท่านี้ก่อนละกัน ก่อนจะเขียนกันจนวิปลาสเสียคนไปในวังวนของเหล่าขายกล้าม...

 

แต่มันก็สนุกนะเว้ย ! (ยังย้ำอยู่)

 

 

ปล. มาอ่านตอนนี้ก็รู้สึกชอบสำนวนแปลของ VBK มาก แปลสำนวนได้กินใจ และแปลชื่อท่าได้เท่ห์โคตรอ่ะ

นักแปลรุ่นใหม่ทาบไม่ติดอ่ะ

 

ปล.2 ข้อยไม่ยอมรับ Sequel จากเทพบุตรซ่าฟ้าสั่ง, โรงเรียนลูกผู้ชายภาคสองเป็นภาคต่อ คิดซะว่ามันอยู่ในจักรวาลเดียวกันแบบไม่เชื่อมต่อกัน ให้ลูกพี่จากิกับลูกพี่อาคาชิตายแล้วตายเลยสิวะ อย่าฟื้น ฮือๆ เอาน้ำตาและความซาบซึ้งของชั้นคืนมา ฮือๆ....

2011/May/19

คราวที่แล้วอัพบล็อกไปอย่างมักง่ายจนรู้สึกผิด ควรจะกลับมาเขียนเอนทรี่ใหม่บ้างอะไรบ้าง
 
บางทีก็สงสัยว่าคนที่มี Social Network เยอะๆ เขาบริหารการใช้กันอย่างไร ประมาณว่า
 
- บ่นทันใจ ลมแล้งฟ้าฝนต้อง Twitter
 
- ด่ากระทบคน ปรับทุกข์กับเพื่อนฝูง ต้อง Facebook
 
- เขียนบทความเป็นเรื่องเป็นราวก็ไปลง Webboard เฉพาะทาง
 
- เขียนแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ มีสาระบ้างบ่นบ้าง เนื้อความเป็นส่วนตัวกว่าหน่อยก็ลง Blog
 
...แบบนี้หรือเปล่าหว่า...
 
จะอย่างไรก็ดี หลังจากกลับไทยมาได้เกือบสองเดือน รู้สึกว่าเสาร์ิอาทิตย์ชีวิตว่างอย่างน่าใจหายทีเดียว
คือจริงๆ มันก็มีอะไรให้ทำและบางอย่างก็ควรจะทำแต่ไม่ทำ ...ซึ่งอันหลังนั้นมักเป็นเรื่องเสียทรัพย์
และนำมาซึ่งอะไรที่จะทำให้ชีวิตปวดหัวมากขึ้น ก็เลยยังไม่ได้ทำซักที เช่น แต่งคอนโดที่ซื้อมาให้
เจ้ากรรมนายเวรสิงสู่เป็นที่ๆ คนอยู่ได้ซักที (สิโว้ย) หรือไม่ก็ไปเรียนหัดขับรถซักที (สิโว้ย) หรือไม่ก็ไป
ออกกำลังกายที่ฟิตเนสบ้าง (สิโว้ย)
 
...เขียนไปเขียนมา ชักนึกเรื่องที่ควรจะทำออกมาได้เรื่อยๆ แฮะ....
 
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการเขียนทำให้ท่านเรียบเรียงระบบความคิดได้ดีขึ้น (เอามันดื้อๆ งี้แหละ !)
 


ShoutMix chat widget